Dr. Chana
  Text -THE COMMENTARY ON JUDGES
  

THE COMMENTARY ON JUDGES



Lecturer
Dr. Seung H Chung, Th.D.






The Presbyterian Theological Seminary, Thailand
Wyclif University & Theological Seminary, CA USA



INTRODUCTION OF JUDGES

I. ชื่อหนังสือ และ ตำเหน่งหนังสือในพระคัมภีร์
1.1 ชื่อหนังสือ
LXX - κριτηs
Vulgate - Liber Judex
Judges
1.2 ตำเหน่งหนังสือในพระคัมภีร์

II. ผู้เขียน และ ปีที่เขียนหนังสือ
2.1 ผู้เขียน Talmud
2.2 ปีที่เขียนหนังสือ
1. 8 years -Cusahn Rishathaim (3:8)
2. 40 years - Othaniel (3:11)
3. 18 Moab (3:14)
4. 8 Ehud (3:30)
5. 20 Canaan(4:3)
6. 40 Debora, Barak(5:31)
7. 7 Midian (6:1)
8. 40 Gideon (8:28)
9. 3 Abimelech (9:22)
10. 23 Tola (10:2)
11. 22 Jair (10:3)
12. 18 Ammonites (10:8)
13. 6 Jephthah (12:7)
14. 7 Ibzan (12:9)
Total 410 years (300years)


III. เนื้อหา และ เป้าหมาย
3.1 เนื้อหา


3.2 เป้าหมาย


IV. ลักษณะพิเศษ
1.
2.
3
4.
5
6.










COMMENTARY OF JUDGES
I. คำนำ-การยึดคานาอันของอิสราเอล 1:1-2:5
A. ประวัติศาสตร์การยึดครองคานาอัน 1:
1. การยึดภาคใต้ของยูดาห์ 1:1-21
2. การยึดภาคกลางของเยเซฟ 1:22-29
3. การยึดภาคเหนือของเศบูลุน อาเซอร์ และนัฟทาลี 1:30=33
4. การพ่ายแพ้ของเผ่าดาน 1:34-36
B. คำเตือนของพระยาห์เวห์ 2:1-5

II. ประวัติของผู้วินิจฉัยต่าง ๆ 2:6-16:31
A. คำนำ 2:6-3:6
1. ความตายของโยชูวา 2:6-10
2. ขอบเขตของการทำบาป การทนทุกข์ การกลับใจ และความรอด 2:11-23
3. การทดลองของคนต่างชาติ 3:1-6
B. ประวัติของ โอทนีเอล 3:7-11
C. ประวัติของเอฮูด 3:12-30
D. ประวัติของซัมการ์ 3:31
E. เดโบราและบาราค 4-5:
1. บาราค – เอาชนะทหารคานาอัน 4:
1.1 การบีบบังคับของคนคานาอัน 4:1-3
1.2 การทรงเรียกของเดโบราและบารา 4:4-11
1.3 บาราค – เอาชนะทหารคานาอัน 4:12-24
2. เพลงแห่งชัยชนะของเดโบรา 5:
F. ประวัติของกิเดโอน 6-8:
1. คำนำ – การบีบบังคับของมีเดียน 6:1-10
2. การทรงเรียกของกิเดโอน 6:11-24
3. กิเดโอน - ทำลายแท่นบูชาของพระบาอัล 6:25-32
4. หมายสำคัญจากขนแกะ 6:33-40
5. ทหารสามร้อยคนของกิเดโอน 7:1-8
6. การทำลายทหารคนมีเดียนของกิเดโอน 7:9-25
7. ความไม่พอใจของเอฟรอิม 8:1-3
8. การไล่ตามทหารคนมีเดียนของกิเดโอน 8:4-21
9. การปกครองของกิเดโอน 8:22-35
G. อาบีเมเลค 9:
1. การขึ้นครองบัลลังก์ในเชเคมของอาบีเมเลค 9:1-6
2. คำเตือนของโยธามแก่ชาวเชเคม 9:7-21
3. ชาวเชเคมต่อสู้กับอาบีเมเลค 9:22-49
4. ควาตายของอาบีเมเลค 9:50-57

H. ประวัติของ โทลา และยาอีร์ 10:1-5
I. ประวัติของเยฟธา 10:6-12:7
1. การทำบาปและการกลับใจของคนอิสราเอล 10:6-18
1.1 การทำบาปของอิสราเอล และการบีบบังคับของคนอัมโมน 10:6-9
1.2 การกลับใจเสียใหม่ของอิสราเอล10:10-18

2. ชัยชนะของเยฟธาต่อคนอัมโมน 11:
2.1 การเข้ารับตำแหน่งผู้นำของเยฟธาต่อคนกิเลอาด 11:1-11
2.2 ความขัดแย้งรื่องเขตแดนของอัมโมนกับอิสราเอล 11:12-28
2.3 การเอาชนะต่อคนอัมโมนของเยฟธา 11:29-33
2.4 การบนต่อพระจ้าของเยฟธา 11:34-40

3. ความขัดแย้งกับคนเอฟราอิม 12:1-7

J. ประวัติของ อิบซาน เอโลน และ อับโดน 12:8-15
K. ประวัติของแซมสัน 13:-16:
1. การเกิดของแซมสัน 13:
1.1 การประกาศครั้งแรกของทูตของพระยาห์เวห์ 13:1-7
1.2 การประกาศครั้งที่สองของทูตของพระยาห์เวห์ 13:8-23
1.3 การเกิดของแซมสัน 13:24-25
2. การแต่งงานของแซมสัน 14:-15:
2.1 งานหมั้นของแซมสัน 14:1-9
2.2 การทายปริศนาของแซมสัน 14:10-20
2.3 การแก้แค้นของแซมสัน 15:1-8
2.4 การฆ่าคนฟีลิสเตียหนึ่งพันคนของแซมสัน 15:9-20
3. การทำงานในกาซาของแซมสัน 16:1-3
4. แซมสันกับนางเดลิลาห์ 16:4-22
5. ชีวิตสุดท้ายของแซมสัน 16:23-31

III. เรื่องที่เพิ่มเติมเข้ามา – เผ่าดานย้ายไปทางเหนือ และความชั่วร้ายของคนเบนยามิน 17:-21:
A. การโยกย้ายไปทางภาคเหนือของเผ่าดาน 17:-18:
1. รูปเคารพในบ้านของมีคาห์ 17:1-6
2. ปุโรหิตของมีคาห์ 17:7-13
3. การออกสำรวจภาคเหนือของเผ่าดาน 18:1-10
4. เผ่าดานกับมีคาห์ 18:11-26
5. การบุกยึดลาอีร์ของเผ่าดาน 18:27-31
B. ความชั่วร้ายของเผ่าเบนยามิน 19:-21:
1. ความชั่วร้ายของเผ่าเบนยามิน 19:
1.1 การเยี่ยมเบธเลเฮมของคนเลวี 19:1-9
1.2 กิเบอาห์กับเมียน้อยของคนเลวี 19:10-21
1.3 ความชั่วร้ายของชาวกิเบอาห์ 19:22-30
2. การลงโทษของคนอิสราเอลกับคนเบนยามิน 20:
2.1 การประชุมของคนอิสราเอลที่มิสปาห์ 20:1-11
2.2 การลงโทษคนเบนยามิน 20:12-46
3. การเก็บรักษาเผ่าเบนยามิน 21:
3.1 หญิงสาวในยาเบธ กิเลอาด 21:1-15
3.2 หญิงสาวในการเต้นที่ชิโลห์ 21:16-25








I. คำนำ-การยึดคานาอันของอิสราเอล 1:1-2:5
A. ประวัติศาสตร์การยึดครองคานาอัน 1:
1. การยึดภาคใต้ของยูดาห์ 1:1-21
1 อยู่มาเมื่อโยชูวาสิ้นชีวิตแล้ว คนอิสราเอลทูลถามพระยาห์เวห์ว่า “ใครในพวกข้าพระองค์จะขึ้นไปสู้รบกับคนคานาอันก่อน?”

2 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ยูดาห์จะขึ้นไป นี่แน่ะ เราได้มอบแผ่นดินนั้นไว้ในมือเขาแล้ว”

3 ยูดาห์จึงพูดกับสิเมโอนพี่ของตนว่า “จงขึ้นไปกับฉันในเขตแดนที่กำหนดให้ฉัน ให้เราสู้รบกับคนคานาอัน และฉันเองจะไปร่วมรบในเขตแดนที่กำหนดให้พี่ด้วย” สิเมโอนก็ไปกับเขา

4 แล้วยูดาห์ก็ขึ้นไป และพระยาห์เวห์ทรงมอบคนคานาอันและคนเปริสซีไว้ในมือของพวกเขา และพวกเขาก็ประหารคนที่เมืองเบเซก 10,000 คน

5 และเขาทั้งหลายพบอาโดนีเบเซกในเมืองเบเซก และสู้รบกับท่าน พวกเขาได้ประหารคนคานาอันและคนเปริสซี

6 ส่วนอาโดนีเบเซกหนีไป แต่พวกเขาตามจับได้ เขาตัดนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วหัวแม่เท้าของท่านออกเสีย

7 อาโดนีเบเซกกล่าวว่า “มีกษัตริย์ 70 องค์ที่มีหัวแม่มือและหัวแม่เท้าด้วน เก็บเศษอาหารใต้โต๊ะของเรา เราทำกับเขาอย่างไร พระเจ้าก็ทรงทำกับเราอย่างนั้น” เขาทั้งหลายก็คุมตัวท่านมาที่เมืองเยรูซาเล็ม และท่านก็สิ้นชีวิตที่นั่น
8 และคนยูดาห์ได้โจมตีเมืองเยรูซาเล็มและยึดเมืองได้ จึงฆ่าฟันชาวเมืองเสียด้วยคมดาบ และเอาไฟเผาเมืองเสีย

9 ภายหลังคนยูดาห์ได้ลงไปสู้รบกับคนคานาอัน ผู้อยู่ในแดนเทือกเขา ในเนเกบ และในที่ราบ

10 และยูดาห์ได้ไปสู้รบกับคนคานาอันผู้อยู่ในเฮโบรน (เมืองเฮโบรนนั้นแต่ก่อนมีชื่อว่า คีริยาทอารบา) และพวกเขาได้ประหารเชชัย อาหิมาน และทัลมัย
11 เขายกจากที่นั่นไปสู้รบกับชาวเมืองเดบีร์ (เมืองเดบีร์นั้นแต่ก่อนมีชื่อว่า คีริยาทเสเฟอร์)

12 และคาเลบกล่าวว่า “ผู้ที่ตีเมืองคีริยาทเสเฟอร์และยึดได้ เราจะยกอัคสาห์บุตรสาวของเราให้เป็นภรรยา”

13 โอทนีเอลบุตรเคนัส น้องชายของคาเลบตีเมืองนั้นได้ คาเลบจึงยกอัคสาห์บุตรสาวของตนให้เป็นภรรยา

14 อยู่มาเมื่อแต่งงานกันแล้ว นางจึงชวนสามีให้ขอที่นาจากบิดาของนาง นางก็ลงจากหลังลา คาเลบจึงถามนางว่า “ลูกมาด้วยเรื่องอะไร?”

15 นางจึงตอบท่านว่า “ขอของขวัญให้ลูกสักอย่างหนึ่งเถิด เพราะพ่อให้ดินแดนเนเกบที่แห้งแล้งแก่ลูกแล้ว ลูกก็ขอน้ำพุด้วย” และคาเลบก็ยกน้ำพุบนและน้ำพุล่างแก่นาง
16 คนเคไนต์ผู้เป็นเชื้อสายพ่อตาของโมเสสได้ขึ้นไปจากเมืองต้นอินทผลัม พร้อมกับคนยูดาห์มาถึงถิ่นทุรกันดารยูดาห์ซึ่งอยู่ในเนเกบใกล้อาราด และเขาก็ไปอยู่กับชนชาตินั้น

17 และยูดาห์ก็ไปกับสิเมโอนพี่ของเขา พวกเขาประหารคนคานาอันผู้อยู่ในเมืองเศฟัท และทำลายเมืองนั้นเสียสิ้น เขาจึงเรียกชื่อเมืองนั้นว่า โฮรมาห์
18 ยูดาห์ได้ยึดเมืองกาซา เมืองอัชเคโลน และเมืองเอโครนพร้อมทั้งอาณาเขตของเมืองเหล่านั้นไว้ด้วย

19 และพระยาห์เวห์สถิตกับยูดาห์ เขาจึงยึดครองแดนเทือกเขา แต่ไม่อาจขับไล่ผู้ที่อยู่ในหุบเขา เพราะพวกนั้นมีรถรบเหล็ก

20 เมืองเฮโบรนนั้นเขายกให้คาเลบดังที่โมเสสได้กล่าวไว้ คาเลบจึงขับไล่บุตรชายทั้งสามคนของอานาคออกไปเสีย
21 แต่คนเบนยามินไม่ได้ขับไล่คนเยบุสผู้อยู่ในเยรูซาเล็มออกไป ดังนั้นคนเยบุสจึงอาศัยอยู่กับคนเบนยามินในเมืองเยรูซาเล็มจนถึงทุกวันนี้

2. การยึดภาคกลางของเยเซฟ 1:22-29
22 พงศ์พันธุ์ของโยเซฟได้ขึ้นไปโจมตีเมืองเบธเอลด้วย และพระยาห์เวห์สถิตกับพวกเขา

23 พงศ์พันธุ์โยเซฟได้ใช้คนไปสอดแนมเมืองเบธเอล (แต่ก่อนเมืองนี้ชื่อ ลูส)

24 และพวกผู้สอดแนมเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเมือง จึงพูดกับเขาว่า “จงชี้ทางเข้าเมืองนี้ให้แก่เรา และเราจะปรานีเจ้า”

25 ชายคนนั้นก็ชี้ทางเข้าเมืองให้และพวกเขาทำลายเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ แต่ปล่อยชายนั้นและครอบครัวทั้งสิ้นของเขาไป

26 ชายคนนั้นก็เข้าไปในแผ่นดินของคนฮิตไทต์ และสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง เรียกชื่อว่าเมืองลูส ซึ่งเป็นชื่ออยู่จนทุกวันนี้
27 มนัสเสห์ไม่ได้ขับไล่ชาวเมืองเบธชาน หรือชาวเมืองทาอานาค หรือชาวเมืองโดร์ หรือชาวเมืองอิบเลอัม หรือชาวเมืองเมกิดโด และไม่ได้ขับไล่คนในหมู่บ้านต่างๆ ของเมืองเหล่านั้นออกไป ดังนั้นคนคานาอันจึงยังอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น

28 อยู่มาเมื่อคนอิสราเอลเข้มแข็งขึ้น ก็บังคับคนคานาอันให้ทำงานหนักเยี่ยงทาส แต่ไม่ได้ขับไล่เขาออกไปอย่างสิ้นเชิง
29 และเอฟราอิมไม่ได้ขับไล่คนคานาอัน ผู้อาศัยอยู่ในเมืองเกเซอร์ออกไป ดังนั้นคนคานาอันจึงยังอาศัยอยู่ในเมืองเกเซอร์ท่ามกลางเขา

3. การยึดภาคเหนือของเศบูลุน อาเซอร์ และนัฟทาลี 1:30-33
30 เศบูลุนไม่ได้ขับไล่ชาวเมืองคิทโรนและชาวเมืองนาหะโลล ดังนั้นคนคานาอันจึงอาศัยอยู่ท่ามกลางเขาและถูกเกณฑ์ให้ทำงานหนักเยี่ยงทาส
31 อาเชอร์ไม่ได้ขับไล่ชาวเมืองอัคโค หรือชาวเมืองไซดอน หรือชาวเมืองอัคลาบ หรือชาวเมืองอัคซีบ หรือชาวเมืองเฮลบาห์ หรือชาวเมืองอาฟิกหรือชาวเมืองเรโหบ

32 ฉะนั้นคนเผ่าอาเชอร์จึงอาศัยอยู่ท่ามกลางคนคานาอันชาวแผ่นดินนั้น เพราะว่าเขาไม่ได้ขับไล่คนคานาอันออกไป
33 นัฟทาลีไม่ได้ขับไล่ชาวเมืองเบธเชเมช และชาวเมืองเบธานาท แต่ได้อาศัยอยู่ท่ามกลางคนคานาอันชาวแผ่นดินนั้น อย่างไรก็ดีชาวเมืองเบธเชเมชและชาวเมืองเบธานาทก็ถูกเกณฑ์ให้ทำงานหนักเยี่ยงทาสให้พวกเขา

4. การพ่ายแพ้ของเผ่าดาน 1:34-36
34 คนอาโมไรต์ได้บีบคนดานเข้าไปในแดนเทือกเขา และไม่ยอมให้ลงมายังหุบเขา

35 คนอาโมไรต์ยังตั้งมั่นอยู่ที่ภูเขาเฮเรสในเมืองอัยยาโลน และในเมืองชาอัลบิม แต่อำนาจของพงศ์พันธุ์โยเซฟเหนือกว่า ดังนั้นคนอาโมไรต์จึงถูกเกณฑ์ให้ทำงานหนักเยี่ยงทาส

36 พรมแดนของคนอาโมไรต์ เริ่มตั้งแต่ทางขึ้นเนินอัครับบิมคือตั้งแต่เมืองเส-ลาเรื่อยขึ้นไป

B. คำเตือนของพระยาห์เวห์ 2:1-5
1 ทูตของพระยาห์เวห์ได้ขึ้นไปจากกิลกาลถึงโบคิม และท่านกล่าวว่า “เราได้นำเจ้าทั้งหลายขึ้นมาจากอียิปต์ และได้นำพวกเจ้าเข้ามายังแผ่นดินซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้แก่บรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลายว่า ‘เราจะไม่มีวันหักพันธสัญญาที่เราทำกับเจ้าเลย

2 และเจ้าทั้งหลายอย่าทำพันธสัญญากับชาวแผ่นดินนี้ พวกเจ้าจงทำลายแท่นบูชาของพวกเขาเสีย’ แต่เจ้าทั้งหลายไม่เชื่อฟังเรา ทำไมเจ้าทำเช่นนี้เล่า?

3 ฉะนั้นเรากล่าวด้วยว่า เราจะไม่ขับไล่เขาเหล่านั้นออกไปให้พ้นหน้าเจ้าทั้งหลาย แต่พวกเขาจะเป็นหอกข้างแคร่ของพวกเจ้า และบรรดาพระของพวกเขาจะเป็นบ่วงดักเจ้าทั้งหลาย”

4 เมื่อทูตของพระยาห์เวห์กล่าวคำเหล่านี้แก่คนอิสราเอลทั้งปวงแล้ว ประชาชนก็ส่งเสียงร้องไห้

5 และพวกเขาเรียกที่นั้นว่า โบคิม และถวายสัตวบูชาแด่พระยาห์เวห์ที่นั่น


II. ประวัติของผู้วินิจฉัยต่าง ๆ 2:6-16:31
A. คำนำ 2:6-3:6
1. ความตายของโยชูวา 2:6-10
6 เมื่อโยชูวาให้ประชาชนแยกย้ายไป คนอิสราเอลต่างก็เข้าไปยึดครองที่ดินที่เป็นมรดกของตน

7 ประชาชนได้ปรนนิบัติพระยาห์เวห์ตลอดชีวิตของโยชูวา และตลอดชีวิตของพวกผู้ใหญ่ที่มีอายุยืนกว่าโยชูวาและเป็นผู้เห็นพระราชกิจยิ่งใหญ่ทั้งสิ้นของพระยาห์เวห์ ซึ่งได้ทรงทำเพื่ออิสราเอล

8 โยชูวาบุตรนูนผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์ สิ้นชีวิตเมื่ออายุได้ 110 ปี

9 เขาทั้งหลายก็ฝังท่านไว้ในเขตที่ดินมรดกของท่านที่เมืองทิมนาทเฮเรส ในแดนเทือกเขาเอฟราอิม ทางทิศเหนือของภูเขากาอัช

10 และคนรุ่นนั้นทั้งสิ้นก็ถูกรวบไปอยู่กับบรรพบุรุษของเขา แล้วคนอีกรุ่นหนึ่งก็เกิดตามมา พวกเขาไม่รู้จักพระยาห์เวห์อีกทั้งไม่รู้เรื่องพระราชกิจที่ทรงทำเพื่ออิสราเอล

2. ขอบเขตของการทำบาป การทนทุกข์ การกลับใจ และความรอด 2:11-23
11 คนอิสราเอลทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์ และปรนนิบัติบรรดาพระบาอัล

12 พวกเขาละทิ้งพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษ ผู้ทรงนำพวกเขาออกจากแผ่นดินอียิปต์ พวกเขาไปติดตามพระอื่นซึ่งเป็นพระของชนชาติทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบ และกราบไหว้พระเหล่านั้น ทำให้พระยาห์เวห์กริ้ว

13 เขาทั้งหลายละทิ้งพระยาห์เวห์ไปปรนนิบัติพระบาอัล และพระอัชทาโรท

14 ดังนั้นพระพิโรธของพระยาห์เวห์จึงพลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล พระองค์จึงทรงมอบพวกเขาไว้ในมือพวกโจรผู้ปล้นเขา และทรงขายเขาไว้ในมือของบรรดาศัตรูที่อยู่ล้อมรอบ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่สามารถต่อต้านศัตรูได้

15 เขาทั้งหลายออกไปรบเมื่อไร พระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ก็ต่อต้าน ทำให้เขาพ่ายแพ้ดังที่พระยาห์เวห์ตรัสแล้ว และดังที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิญาณไว้กับเขา และเขาทั้งหลายก็เป็นทุกข์ยิ่งนัก
16 แล้วพระยาห์เวห์ทรงให้เกิดผู้วินิจฉัย ผู้ช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นมือผู้ที่ปล้นเขา

17 แต่เขาทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อฟังบรรดาผู้วินิจฉัยของเขา เพราะพวกเขาเล่นชู้กับพระอื่น และกราบไหว้พระเหล่านั้น ไม่ช้าเขาก็หันไปจากทางซึ่งบรรพบุรุษของเขาผู้ได้เชื่อฟังพระบัญญัติของพระยาห์เวห์ได้ดำเนิน แต่เขาทั้งหลายไม่ได้ทำอย่างนั้น

18 พระยาห์เวห์ทรงตั้งผู้วินิจฉัยขึ้นเมื่อไร พระยาห์เวห์ก็สถิตกับผู้วินิจฉัยเมื่อนั้น และทรงช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรูตลอดชีวิตของผู้วินิจฉัย เพราะพระยาห์เวห์ทรงสงสารเขาทั้งหลาย เมื่อทรงฟังเสียงคร่ำครวญของเขาเนื่องด้วยผู้ข่มเหงและบีบบังคับ

19 แต่เมื่อผู้วินิจฉัยนั้นสิ้นชีวิต เขาทั้งหลายก็หันกลับไปทำชั่วร้ายยิ่งกว่าบรรพบุรุษของเขาโดยติดตามปรนนิบัติ และกราบไหว้พระอื่นๆ เขาไม่เคยละความชั่วที่เคยทำ หรือทิ้งทางดื้อดึงของเขา

20 ดังนั้นพระพิโรธของพระยาห์เวห์จึงพลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล และพระองค์ตรัสว่า “เพราะชนชาตินี้ได้ละเมิดพันธสัญญาซึ่งเราได้บัญชาไว้กับบรรพบุรุษของเขา และไม่ยอมฟังเสียงของเรา

21 ดังนั้นเราจะไม่ขับไล่บรรดาประชาชาติซึ่งโยชูวาทิ้งไว้เมื่อเขาสิ้นชีวิตนั้น ไปจากพวกเขาอีกต่อไป
22 เพื่อเราจะใช้ประชาชาติเหล่านั้นทดสอบอิสราเอลว่า เขาจะรักษาพระมรรคาของพระยาห์เวห์และดำเนินตามอย่างบรรพบุรุษของเขาหรือไม่”

23 ดังนั้นพระยาห์เวห์ทรงปล่อยประชาชาติเหล่านั้นไว้ ไม่ทรงขับไล่ให้ออกไปเสียโดยเร็ว และไม่ได้ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของโยชูวา

3. การทดลองของคนต่างชาติ 3:1-6
1 ต่อไปนี้เป็นบรรดาประชาชาติที่พระยาห์เวห์ทรงเหลือไว้ เพื่อใช้ทดสอบคนอิสราเอลทุกคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการรบในคานาอัน

2 เพื่อให้คนอิสราเอลรุ่นต่อมาที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการรบมาก่อน ได้รู้และเข้าใจเรื่องการรบ

3 ประชาชาติเหล่านั้นได้แก่ เจ้านายทั้งห้าของพวกฟีลิสเตีย คนคานาอันทั้งหมด คนไซดอนและคนฮีไวต์ผู้อาศัยอยู่บนภูเขาเลบานอน ตั้งแต่ภูเขาบาอัลเฮอร์โมน จนถึงเลโบฮามัท

4 คนเหล่านี้มีอยู่เพื่อทดสอบคนอิสราเอล เพื่อจะทราบว่าคนอิสราเอลเชื่อฟังพระบัญญัติของพระยาห์เวห์ ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาไว้กับบรรพบุรุษของเขาโดยโมเสสนั้นหรือไม่

5 ดังนั้นคนอิสราเอลจึงอาศัยอยู่ท่ามกลางคนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์และคนเยบุส

6 พวกเขาไปรับบุตรหญิงของคนเหล่านั้นมาเป็นภรรยา และยกบุตรหญิงของตนให้แก่บุตรชายของคนเหล่านั้นและได้ปรนนิบัติพระของเขาเหล่านั้น


B. ประวัติของ โอทนีเอล 3:7-11
7 คนอิสราเอลทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์ ลืมพระยาห์เวห์พระเจ้าของตนเสีย ไปปรนนิบัติพระบาอัลทั้งหลายและบรรดาพระอาเช-ราห์

8 เพราะฉะนั้นพระพิโรธของพระยาห์เวห์จึงพลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล และพระองค์ทรงขายพวกเขาไว้ในมือของคูชันริชาธาอิมกษัตริย์แห่งเมโสโปเตเมีย และคนอิสราเอลได้รับใช้คูชันริชาธาอิม 8 ปี

9 แต่เมื่อคนอิสราเอลร้องทูลพระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ทรงให้ผู้ช่วยกู้เกิดแก่คนอิสราเอล ผู้ได้ช่วยกู้เขาทั้งหลาย คือโอทนีเอลบุตรเคนัส น้องชายของคาเลบ

10 พระวิญญาณของพระยาห์เวห์สถิตกับโอทนีเอล ท่านจึงวินิจฉัยคนอิสราเอลและออกไปรบ และพระยาห์เวห์ทรงมอบคูชันริชาธาอิมกษัตริย์แห่งเมโสโปเตเมียไว้ในมือของท่าน และมือของท่านชนะคูชันริชาธาอิม

11 ดังนั้นแผ่นดินจึงสงบสุขอยู่ 40 ปี แล้วโอทนีเอลบุตรเคนัสก็สิ้นชีวิต

C. ประวัติของเอฮูด 3:12-30
12 และคนอิสราเอลทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์อีก พระยาห์เวห์จึงทรง
เสริมกำลังเอกโลน กษัตริย์แห่งโมอับเพื่อให้ต่อสู้อิสราเอล เพราะว่าเขาทั้งหลายได้ทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์

13 เอกโลนจึงได้ให้คนอัมโมนและคนอามาเลขมาสมทบ ยกไปโจมตีอิสราเอลและได้ยึดเมืองต้นอินทผลัมไว้

14 ดังนั้นคนอิสราเอลจึงรับใช้เอกโลนกษัตริย์แห่งโมอับอยู่ถึง 18 ปี
15 แต่เมื่อคนอิสราเอลร้องทูลพระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ทรงให้ผู้ช่วยกู้คนหนึ่งเกิดแก่เขาทั้งหลาย ชื่อเอฮูด บุตรเก-ราเผ่าเบนยามิน คนถนัดมือซ้าย คนอิสราเอลให้ท่านเป็นผู้นำเครื่องบรรณาการไปถวายเอกโลนกษัตริย์แห่งโมอับ

16 เอฮูดได้ทำดาบสองคมไว้ประจำตัวเล่มหนึ่ง ยาวราวครึ่งเมตร เหน็บไว้ใต้ผ้าที่ต้นขาขวา

17 ท่านก็นำเครื่องบรรณาการไปถวายเอกโลนกษัตริย์แห่งโมอับ เอกโลนเป็นคนอ้วนมาก

18 และเมื่อเอฮูดถวายเครื่องบรรณาการแล้ว ท่านจึงไปส่งคนที่หาบเครื่องบรรณาการนั้น

19 แล้วตัวท่านก็กลับจากรูปเคารพสลักที่อยู่ใกล้กิลกาลมาทูลเอกโลนว่า “ข้าแต่กษัตริย์ ข้าพระบาทมีข้อราชการลับที่จะทูลให้ทรงทราบ” กษัตริย์จึงทรงบัญชาว่า “เงียบๆ ” บรรดามหาดเล็กที่เฝ้าอยู่ก็ทูลลาออกไปหมด

20 และเอฮูดก็เข้าไปเฝ้าพระองค์ ขณะนั้นพระองค์ประทับอยู่ลำพังในห้องเย็นชั้นบนของพระองค์ และเอฮูดทูลว่า “ข้าพระบาทมีพระวจนะจากพระเจ้ามายังฝ่าพระบาท” พระองค์จึงทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง

21 เอฮูดก็ยื่นมือซ้ายชักดาบนั้นออกจากต้นขาขวาแทงเข้าไปในท้องของเอกโลน
22 ดาบจมเข้าไปหมดทั้งด้าม ไขมันหุ้มดาบไว้ ท่านก็ไม่ชักดาบออกจากท้องของพระองค์ ของโสโครกไหลออกมา

23 แล้วเอฮูดออกไปที่เฉลียงปิดประตูห้องชั้นบน ลั่นกุญแจเสีย
24 เมื่อเอฮูดไปแล้วมหาดเล็กก็เข้ามาดู เมื่อพวกเขาเห็นว่าประตูห้องชั้นบนปิดใส่กุญแจอยู่ เขาทั้งหลายคิดว่า “พระองค์ท่านกำลังทรงพระบังคนหนักอยู่ที่ในห้องเย็น”
25 เมื่อคอยอยู่ช้านานจนรำคาญ ไม่เห็นมีใครเปิดประตูห้องชั้นบน พวกเขาจึงเอากุญแจมาไขเปิดออกดู เห็นเจ้านายของตนนอนสิ้นชีวิตอยู่บนพื้น
26 เมื่อเขาทั้งหลายต่างคอยกันอยู่นั้น เอฮูดก็หนีไปพ้นรูปเคารพหินสลัก รอดมาได้ถึงเสอีราห์

27 เมื่อท่านมาถึงแล้วจึงเป่าเขาสัตว์ขึ้นในแดนเทือกเขาเอฟราอิม แล้วคนอิสราเอลก็ยกลงไปกับท่านจากแดนเทือกเขา และท่านนำหน้าพวกเขา
28 ท่านจึงสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด เพราะพระยาห์เวห์ทรงมอบศัตรูของพวกท่าน คือโมอับ ไว้ในมือของท่านแล้ว” เขาทั้งหลายจึงลงตามท่านไปและยึดท่าข้ามแม่น้ำจอร์แดน สกัดคนโมอับไว้ไม่ยอมให้ใครข้ามไปได้สักคนเดียว
29 ในคราวนั้นเขาประหารคนโมอับเสียประมาณ 10,000 คน ล้วนแต่เป็นชายฉกรรจ์ล่ำสันทั้งสิ้น ไม่มีใครหนีรอดไปได้สักคนเดียว
30 โมอับจึงพ่ายแพ้ตกอยู่ใต้อำนาจของอิสราเอลในวันนั้น และแผ่นดินอิสราเอลก็สงบสุขอยู่ 80 ปี

D. ประวัติของซัมการ์ 3:31
31 ภายหลังเอฮูด มีชัมการ์บุตรอานาทผู้ใช้ประตักฆ่าคนฟีลิสเตียเสีย 600 คน ท่านก็เป็นผู้ช่วยกู้อิสราเอลด้วย

E. เดโบราและบาราค 4-5:
1. บาราค – เอาชนะทหารคานาอัน 4:
1.1 การบีบบังคับของคนคานาอัน 4:1-3
1 หลังจากเอฮูดสิ้นชีวิตแล้ว คนอิสราเอลก็ทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์อีก

2 พระยาห์เวห์จึงทรงขายพวกเขาไว้ในมือของยาบินกษัตริย์คานาอัน ผู้ทรงครองราชย์อยู่ ณ กรุงฮาโซร์ แม่ทัพของท่านชื่อสิเสรา เป็นชาวเมืองฮาโรเชธฮาโกอิม

3 แล้วคนอิสราเอลก็ร้องทุกข์ต่อพระยาห์เวห์ เพราะว่ากษัตริย์ยาบินมีรถรบเหล็ก 900 คัน และได้ข่มเหงคนอิสราเอลอย่างหนักถึง 20 ปี

1.2 การทรงเรียกของเดโบราและบารา 4:4-11
4 ยังมีผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยคนอิสราเอลในเวลานั้น ชื่อเดโบราห์ ภรรยาของลัปปิโดท

5 นางเคยนั่งอยู่ใต้ต้นอินทผลัมแห่งเดโบราห์ที่อยู่ระหว่างรามาห์และเบธเอลในแดนเทือกเขาเอฟราอิม และคนอิสราเอลก็ขึ้นมาหานางที่นั่น เพื่อให้ตัดสินคดี

6 นางใช้คนไปเรียกบาราคบุตรอาบีโนอัม ให้มาจากเคเดชในนัฟทาลีและกล่าวแก่เขาว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลทรงบัญชาท่านว่า ‘จงไปรวบรวมพล 10,000 คน จากเผ่านัฟทาลีและเผ่าเศบูลุนไว้ที่ภูเขาทาโบร์

7 และเราจะชักนำสิเสราแม่ทัพของยาบินให้มาพบกับเจ้าที่แม่น้ำคีโชน พร้อมกับรถรบและกองทหารของเขา และเราจะมอบเขาไว้ในมือของเจ้า’ ”

8 บาราคจึงตอบนางว่า “ถ้าท่านไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะไป ถ้าท่านไม่ไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ไป”

9 นางจึงตอบว่า “ฉันจะไปกับท่านแน่ แต่ว่าทางที่ท่านไปจะทำให้ท่านไม่ได้รับเกียรติ เพราะว่าพระยาห์เวห์จะขายสิเสราไว้ในมือของหญิงคนหนึ่ง” แล้วนางเดโบราห์ก็ลุกขึ้นไปกับบาราคถึงเมืองเคเดช

10 บาราคจึงเรียกเศบูลุนกับนัฟทาลีให้ไปที่เคเดช มีคน 10,000 คนเดินตามขึ้นไปและนางเดโบราห์ก็ไปด้วย
11 เฮเบอร์คนเคไนต์ได้แยกตัวออกจากคนเคไนต์ทั้งหลาย คือจากพงศ์พันธุ์ของโฮบับพ่อตาของโมเสส มาตั้งเต็นท์อยู่ไกลออกไปถึงต้นโอ๊กในศานันนิม ซึ่งอยู่ใกล้เมืองเคเดช

1.3 บาราค – เอาชนะทหารคานาอัน 4:12-24
12 เมื่อมีคนไปแจ้งแก่สิเสราว่า บาราคบุตรอาบีโนอัมขึ้นไปที่ภูเขาทาโบร์แล้ว

13 สิเสราก็เรียกรถรบทั้งหมดของท่านออกมา เป็นรถรบเหล็ก 900 คัน รวมกับกองทหารทั้งหมดที่ไปด้วย ยกไปจากเมืองฮาโรเชทฮาโกยิมไปถึงแม่น้ำคีโชน

14 นางเดโบราห์จึงกล่าวแก่บาราคว่า “ลุกขึ้นเถิด เพราะว่านี่เป็นวันที่พระยาห์เวห์ทรงมอบสิเสราไว้ในมือของท่าน พระยาห์เวห์เสด็จนำหน้าท่านไปมิใช่หรือ?” บาราคจึงลงไปจากภูเขาทาโบร์พร้อมกับทหาร 10,000 คนติดตามท่านไป

15 พระยาห์เวห์ทรงทำให้สิเสราและรถรบทั้งสิ้น อีกทั้งกองทัพทั้งหมดของท่านแตกพ่ายด้วยคมดาบต่อหน้าบาราค แล้วสิเสราก็ลงจากรถรบวิ่งหนีไป

16 และบาราคได้ไล่ติดตามรถรบทั้งหลายและกองทัพไปจนถึงฮาโรเชทฮาโกยิม และกองทัพของสิเสราก็ล้มตายสิ้นด้วยคมดาบ ไม่เหลือสักคนเดียว
17 สิเสราวิ่งหนีไปถึงเต็นท์ของยาเอลภรรยาของเฮเบอร์คนเคไนต์ เพราะว่ายาบินกษัตริย์เมืองฮาโซร์เป็นไมตรีกันกับพงศ์พันธุ์เฮเบอร์คนเคไนต์

18 ยาเอลจึงออกไปต้อนรับสิเสราเรียนว่า “เจ้านายของดิฉัน เชิญแวะเข้ามา เชิญแวะเข้ามาหาดิฉัน อย่ากลัวเลย” สิเสราจึงแวะหานางในเต็นท์ และนางก็คลุมตัวท่านด้วยผ้าห่ม

19 ท่านจึงพูดกับนางว่า “ขอน้ำให้เราดื่มสักหน่อยเพราะเรากระหาย” นางก็เปิดถุงหนังเอานมให้ท่านดื่ม และเอาผ้าคลุมท่านไว้

20 สิเสราบอกนางว่า “ขอยืนเฝ้าที่ประตูเต็นท์ ถ้ามีใครมาถามว่า ‘มีใครมาพักที่นี่บ้าง?’ จงบอกว่า ‘ไม่มี’ ”

21 แต่ยาเอลภรรยาของเฮเบอร์หยิบหลักขึงเต็นท์ ถือค้อนเดินย่องเข้ามา ตอกหลักเข้าที่ขมับของสิเสราทะลุติดดิน ขณะเมื่อสิเสรากำลังหลับสนิทอยู่เพราะความเหน็ดเหนื่อย แล้วสิเสราก็สิ้นชีวิต

22 และดูสิ ขณะที่บาราคไล่ติดตามสิเสรา ยาเอลก็ออกไปต้อนรับและเรียนท่านว่า “เชิญเข้ามาเถิด ดิฉันจะชี้ให้ท่านเห็นคนที่ท่านค้นหาอยู่นั้น” บาราคก็เข้าไปเห็นสิเสรานอนสิ้นชีวิตอยู่ มีหลักเต็นท์ในขมับ
23 ในวันนั้น พระเจ้าทรงทำให้ยาบินกษัตริย์คานาอันนอบน้อมต่อคนอิสราเอล

24 และมือของคนอิสราเอลก็ทำต่อยาบินหนักขึ้นทุกที จนเขาทั้งหลายได้กำจัดยาบินกษัตริย์คานาอันเสีย

2. เพลงแห่งชัยชนะของเดโบรา 5:
1 ในวันนั้น นางเดโบราห์กับบาราคบุตรอาบีโนอัมร้องเพลงว่า
2 “จงถวายสาธุการแด่พระยาห์เวห์
เมื่อพวกผู้นำได้นำคนอิสราเอล
เมื่อประชาชนอาสาสมัคร
3 “กษัตริย์ทั้งหลายขอทรงสดับ เจ้านายทั้งหลายขอจงเงี่ยหูฟัง
ข้าพเจ้าเองจะร้องเพลงถวายแด่พระยาห์เวห์
ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอล
4 “ข้าแต่พระยาห์เวห์ เมื่อพระองค์เสด็จออกจากเสอีร์
เมื่อพระองค์ทรงดำเนินจากถิ่นเอโดม
แผ่นดินก็สั่นไหว ท้องฟ้าก็หลั่งริน เออ เมฆก็หลั่งรินฝนลงมา
5 ภูเขาทั้งหลายก็ไหวสะท้านเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งภูเขาซีนาย
เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอล
6 “ในสมัยชัมการ์บุตรอานาท
สมัยยาเอล ทางหลวงก็ว่างเปล่า
ผู้สัญจรไปมาก็หลบไปเดินตามทางคดเคี้ยว
7 ชาวไร่ชาวนาในอิสราเอลก็หยุด
เขาหยุดจนกระทั่งข้าพเจ้าเดโบราห์ขึ้นมา
จนข้าพเจ้าขึ้นมาเป็นอย่างมารดาในอิสราเอล
8 เมื่อเลือกนับถือพระใหม่
สงครามก็ประชิดเข้ามาถึงประตูเมือง
ไม่มีโล่หรือหอกสักอันให้เห็นในพลอิสราเอล 40,000 คน
9 ใจข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายบรรดาเจ้านายแห่งอิสราเอล
ผู้อาสาสมัครท่ามกลางประชาชน
จงถวายสาธุการแด่พระยาห์เวห์
10 “บรรดาท่านผู้ขี่ลาขาว
ผู้นั่งบนผ้าที่ใช้เป็นอาน
และผู้สัญจรไปมา จงเล่าขานเถิด
11 มีเสียงนักดนตรี ณ ที่ตักน้ำ
เขากล่าวถึงชัยชนะของพระยาห์เวห์
คือชัยชนะของชาวไร่ชาวนาในอิสราเอล
“แล้วประชากรของพระยาห์เวห์ก็เดินไปที่ประตูเมือง
12 “เดโบราห์เอ๋ย ตื่นเถิด ตื่นเถิด
ตื่นเถิด ตื่นมาร้องเพลง
ลุกขึ้นเถิด บาราค บุตรอาบีโนอัมเอ๋ย
พาพวกเชลยของท่านไป
13 ครั้งนั้นพวกที่เหลืออยู่ลงมาหาผู้สูงศักดิ์
ประชากรของพระยาห์เวห์ลงมาเพื่อข้าพเจ้าดั่งนักรบ
14 จากเอฟราอิม ผู้ถอนรากถอนโคนอามาเลขได้ลงมา
พวกเขาเดินตามท่านนะ เบนยามิน ท่ามกลางประชาชนของท่าน
จากมาคีร์ ผู้บัญชาการเดินลงมา
และจากเศบูลุน ผู้ถือไม้อาญาสิทธิ์ออกมา
15 พวกเจ้านายแห่งอิสสาคาร์มากับเดโบราห์
และบาราคทำอย่างไร อิสสาคาร์ก็ทำด้วย
พวกเขาเร่งติดตามท่านไปในหุบเขา
มีการคิดตัดสินใจครั้งใหญ่
ในตระกูลต่างๆ ของรูเบน
16 ทำไมท่านจึงนั่งอยู่ที่คอกแกะ
เพื่อฟังเสียงปี่ที่เป่าให้แกะฟัง
ในตระกูลต่างๆ ของรูเบน
มีการชั่งใจ
17 กิเลอาดอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
แล้วทำไมดานยังอยู่กับเรือ?
อาเชอร์นั่งอยู่ที่ฝั่งทะเล
ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามท่าเรือของเขา
18 เศบูลุนเป็นเผ่าที่เสี่ยงตาย
ฝ่ายนัฟทาลีก็เช่นกัน ณ ที่สูงของสนามรบ
19 “พอบรรดากษัตริย์มาถึง ก็รบกัน
บรรดากษัตริย์คานาอันก็รบ
ที่ทาอานาค ริมห้วงน้ำเมกิดโด
โดยมิได้ริบเงินเลย
20 ดวงดาวก็สู้รบจากสวรรค์
จากวิถีของมัน พวกมันรบกับสิเสรา
21 แม่น้ำคีโชนพัดกวาดพวกเขาไป
คือแม่น้ำคีโชน แม่น้ำโบราณนั้น
จิตใจของข้าเอ๋ย จงเดินต่อไปด้วยความเข้มแข็ง
22 “แล้วเสียงกีบม้าก็กระทบแรง
โดยม้าของเขาวิ่งควบไป ควบไป
23 “ทูตพระยาห์เวห์กล่าวว่า จงสาปแช่งเมโรสเถิด
จงสาปแช่งชาวเมืองให้หนัก
เพราะพวกเขาไม่ได้ออกมาช่วยพระยาห์เวห์
คือช่วยพระยาห์เวห์สู้ผู้มีกำลังมาก
24 “หญิงที่น่าสรรเสริญที่สุดก็คือยาเอล
ภรรยาของเฮเบอร์คนเคไนต์
ในพวกผู้หญิงที่อยู่ในเต็นท์ นางน่าสรรเสริญที่สุด
25 เขาขอน้ำ เธอก็ให้น้ำนม
เธอเอานมข้นใส่ชามอย่างดีมายื่นให้
26 เธอเอื้อมมือหยิบหลักเต็นท์
มือขวาของเธอฉวยค้อนใหญ่
เธอตอกสิเสราเข้าทีหนึ่ง
เธอบี้ศีรษะของเขา
เธอตอกทะลุขมับ
27 เขาทรุดตัวล้มลง
แน่นิ่งแทบเท้าของนาง
แทบเท้าของนาง เขาทรุดตัวล้มลง
เขาทรุดตัวลงที่ไหน ที่นั่นเขาล้มลงตาย
28 “มารดาของสิเสรามองออกไปทางหน้าต่าง
นางจ้องมองผ่านช่องตารางหน้าต่าง ร้องว่า
‘ทำไมหนอ รถรบของเขาจึงมาช้าเหลือเกิน?
ทำไมล้อรถของเขาจึงเนิ่นช้าอยู่?’
29 บรรดาสตรีสูงศักดิ์และปราดเปรื่องของนางจึงตอบนาง
อันที่จริง นางรำพึงตอบตัวเองว่า
30 ‘พวกเขาคงกำลังแบ่งของริบที่ได้มากัน
หญิงหนึ่งหรือสองคนตกเป็นของชายหนึ่งคน
ผ้าย้อมสีที่ริบมาเป็นของสิเสรา
ผ้าย้อมสีที่ปักลวดลาย
ผ้าย้อมสีที่ปักลวดลายสองหน้าสำหรับพันคอของข้าเป็นของที่ริบมา’
31 ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอให้ศัตรูทั้งสิ้นของพระองค์พินาศดังนี้
แต่ขอให้ผู้ที่รักพระองค์เป็นดั่งดวงตะวันเมื่อโผล่ขึ้นด้วยอานุภาพ
และแผ่นดินก็สงบสุขอยู่ 40 ปี

F. ประวัติของกิเดโอน 6-8:
1. คำนำ – การบีบบังคับของมีเดียน 6:1-10
1 แล้วคนอิสราเอลก็ทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ และพระยาห์เวห์ทรงมอบพวกเขาไว้ในมือของคนมีเดียน 7 ปี

2 มือของคนมีเดียนก็ชนะอิสราเอล และเนื่องจากคนมีเดียน คนอิสราเอลจึงทำที่ซ่อนตัวตามถ้ำและที่กำบังแข็งแกร่งซึ่งอยู่ในภูเขา
3 เพราะว่าคนอิสราเอลหว่านพืชเมื่อไร คนมีเดียน คนอามาเลข และชาวตะวันออกก็ขึ้นมาสู้รบกับพวกเขาเมื่อนั้น

4 พวกเขามาตั้งค่ายแล้วทำลายพืชผลแห่งแผ่นดินไกลไปถึงเมืองกาซา และไม่ให้มีอาหารเหลือในอิสราเอลเลย ไม่ว่าแกะหรือวัวหรือลา

5 เพราะว่าคนเหล่านั้นจะขึ้นมาพร้อมทั้งฝูงปศุสัตว์และเต็นท์ พวกเขามาเหมือนตั๊กแตนปาทังก้าเป็นฝูงๆ ทั้งคนและอูฐก็นับไม่ถ้วน เขาทั้งหลายเข้ามาและทำลายแผ่นดิน

6 พวกอิสราเอลก็ตกต่ำลงมากเพราะคนมีเดียน ดังนั้นคนอิสราเอลจึงร้องขอความช่วยเหลือต่อพระยาห์เวห์
7 เมื่อคนอิสราเอลร้องขอความช่วยเหลือต่อพระยาห์เวห์เพราะคนมีเดียน

8 พระยาห์เวห์ก็ทรงใช้ผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งให้มาหาคนอิสราเอล ผู้นั้นพูดกับเขาทั้งหลายว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า ‘เราได้นำพวกเจ้าขึ้นมาจากอียิปต์ นำเจ้าออกมาจากแดนทาส
9 และเราได้ช่วยเจ้าทั้งหลายให้พ้นจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์ และให้พ้นจากมือของบรรดาผู้บีบบังคับพวกเจ้า และขับไล่พวกเขาออกไปพ้นหน้าพวกเจ้า และมอบแผ่นดินของพวกเขาให้แก่พวกเจ้า
10 และเราบอกกับเจ้าทั้งหลายว่า “เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้า อย่ายำเกรงบรรดาพระของคนอาโมไรต์ ซึ่งพวกเจ้าอาศัยอยู่ในแผ่นดินของพวกเขานั้น” แต่เจ้าทั้งหลายไม่ฟังเสียงของเรา’ ”

2. การทรงเรียกของกิเดโอน 6:11-24
11 ทูตของพระยาห์เวห์มาประทับใต้ต้นโอ๊กที่โอฟราห์ ซึ่งเป็นของโยอาชตระกูลอาบีเยเซอร์ ส่วนกิเดโอนบุตรของท่านกำลังนวดข้าวสาลีอยู่ในบ่อย่ำองุ่น เพื่อหลบหน้าคนมีเดียน

12 ทูตของพระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่กิเดโอนตรัสกับเขาว่า “นักรบกล้าหาญเอ๋ย พระยาห์เวห์สถิตกับเจ้า”

13 กิเดโอนจึงทูลท่านผู้นั้นว่า “ท่านเจ้าข้า ถ้าพระยาห์เวห์สถิตกับพวกเราแล้ว ทำไมเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จึงเกิดกับเราเล่า? และการอัศจรรย์ทั้งหมดของพระองค์อยู่ที่ไหนซึ่งปู่ย่าตายายเคยเล่าให้เราฟังว่า ‘พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงนำเราออกจากอียิปต์หรือ?’ แต่สมัยนี้พระยาห์เวห์ทรงทอดทิ้งเราเสียแล้ว และทรงมอบเราไว้ในมือของพวกมีเดียน”

14 และพระยาห์เวห์ทรงหันมาหาท่านและตรัสว่า “จงไปช่วยคนอิสราเอลให้พ้นจากเงื้อมมือพวกมีเดียนด้วยกำลังของเจ้านี่แหละ เราใช้เจ้าไปไม่ใช่หรือ?”

15 ท่านจึงทูลว่า “องค์เจ้านายของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะช่วยอิสราเอลได้อย่างไร? นี่แน่ะ ตระกูลบิดาของข้าพระองค์ต่ำต้อยที่สุดในเผ่ามนัสเสห์ และตัวข้าพระองค์ก็เป็นคนเล็กน้อยที่สุดในบ้านบิดาข้าพระองค์”

16 พระยาห์เวห์ตรัสกับท่านว่า “แต่เราจะอยู่กับเจ้าแน่ และเจ้าจะโจมตีคนมีเดียนอย่างกับตีคนคนเดียว”

17 ท่านก็ทูลพระองค์ว่า “ถ้าบัดนี้ข้าพระองค์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรพระองค์ ขอโปรดให้ข้าพระองค์เห็นหมายสำคัญว่า ผู้ที่พูดอยู่กับข้าพระองค์นี้คือพระองค์เอง

18 ขออย่าเสด็จไปจากที่นี่ จนกว่าข้าพระองค์จะกลับมา และนำของมาตั้งถวายเฉพาะพระพักตร์” และพระองค์ตรัสว่า “เราจะอยู่จนกว่าเจ้าจะกลับมา”
19 กิเดโอนก็กลับเข้าบ้าน จัดลูกแพะตัวหนึ่งกับขนมปังไร้เชื้อจากแป้ง 10 กิโลกรัม เขาเอาเนื้อใส่กระจาด ส่วนน้ำแกงใส่ในหม้อ นำสิ่งเหล่านี้มาถวายพระองค์ที่ใต้ต้นโอ๊ก

20 และทูตของพระเจ้าตรัสกับท่านว่า “จงเอาเนื้อและขนมปังไร้เชื้อวางไว้บนศิลานี้ เทน้ำแกงราดของเหล่านั้น” ท่านก็ทำตาม

21 แล้วทูตของพระยาห์เวห์ก็ทรงเอาปลายไม้ที่ถืออยู่แตะต้องเนื้อและขนมปังไร้เชื้อ และมีไฟลุกขึ้นมาจากศิลาไหม้เนื้อและขนมปังไร้เชื้อจนหมด และทูตของพระยาห์เวห์ก็ทรงหายไปพ้นสายตาของท่าน

22 กิเดโอนก็ทราบว่า เป็นทูตของพระยาห์เวห์จริง และกิเดโอนทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย บัดนี้ ข้าพระองค์ได้เห็นทูตของพระยาห์เวห์หน้าต่อหน้า อนิจจาเอ๋ย”

23 แต่พระยาห์เวห์ตรัสกับท่านว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับเจ้า อย่ากลัวเลย เจ้าจะไม่ตาย”

24 กิเดโอนก็สร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งถวายพระยาห์เวห์ที่นั่น และเรียกที่นั้นว่า ยาห์เวห์ชาโลม ทุกวันนี้แท่นนั้นก็ยังอยู่ที่เมืองโอฟราห์ ซึ่งเป็นของตระกูลอาบีเยเซอร์

3. กิเดโอน - ทำลายแท่นบูชาของพระบาอัล 6:25-32
25 ต่อมาในคืนวันนั้นพระยาห์เวห์ตรัสกับท่านว่า “จงเอาโคผู้ของบิดาเจ้าคือโคผู้ตัวที่สองที่มีอายุ 7 ปีมา ไปพังแท่นพระบาอัลซึ่งบิดาของเจ้ามีอยู่นั้นลงเสีย จงโค่นเสาอาเช-ราห์ซึ่งอยู่ข้างๆ แท่นเสียด้วย

26 และสร้างแท่นบูชาถวายพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าที่บนสุดของป้อมนี้ ใช้ก้อนหินก่อให้เป็นระเบียบ แล้วนำโคตัวที่สองนั้นฆ่าเสีย ถวายเป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัว เผาด้วยไม้รูปอาเช-ราห์ซึ่งเจ้าโค่นมานั้น”
27 กิเดโอนจึงนำคนรับใช้ 10 คนไปทำตามที่พระยาห์เวห์ตรัสสั่งท่าน แต่ต่อมาเพราะท่านกลัวครอบครัวของตน และกลัวชาวเมือง จนไม่กล้าทำในเวลากลางวัน จึงทำในเวลากลางคืน

กิเดโอนทำลายแท่นบูชาของพระบาอัล
28 เมื่อชาวเมืองตื่นขึ้นในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น นี่แน่ะ แท่นบูชาพระบาอัลได้พังทลาย และเสาอาเช-ราห์ที่อยู่ข้างๆ ได้ถูกโค่นลง และโคผู้ตัวที่สองถูกเผาบูชาแล้วบนแท่นที่สร้างขึ้นใหม่

29 พวกเขาจึงพูดกันว่า “ใครทำอย่างนี้นะ?” เมื่อเขาทั้งหลายสืบถามแล้ว จึงกล่าวว่า “กิเดโอนบุตรของโยอาชทำสิ่งนี้”

30 แล้วชาวเมืองจึงบอกโยอาชว่า “จงมอบลูกของเจ้ามาให้ประหารชีวิตเสีย เพราะเขาได้พังแท่นของพระบาอัล และโค่นเสาอาเช-ราห์ที่อยู่ข้างแท่นนั้น”

31 แต่โยอาชได้ตอบคนทั้งปวงที่มายืนฟ้องนั้นว่า “ท่านทั้งหลายจะสู้ความแทนพระบาอัลหรือ? จะช่วยพระนั้นหรือ? ใครสู้ความแทนพระบาอัลจะถูกประหารชีวิตในตอนเช้า ถ้าพระบาอัลเป็นพระแท้ ก็ให้สู้ความเองเถิด เพราะมีคนมาพังแท่นของท่าน”

32 ตั้งแต่วันนั้นเขาเรียกกิเดโอนว่า เยรุบบาอัล หมายความว่า “ให้บาอัลสู้ความเอง” เพราะกิเดโอนพังแท่นของท่าน

4. หมายสำคัญจากขนแกะ 6:33-40
33 ครั้งนั้นคนมีเดียน และคนอามาเลข และชาวตะวันออกก็รวมกันยกทัพข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาตั้งค่ายอยู่ในที่ลุ่มยิสเรเอล

34 แต่พระวิญญาณของพระยาห์เวห์สถิตกับกิเดโอน ท่านก็เป่าเขาสัตว์ เรียกตระกูลอาบีเยเซอร์ให้มาติดตามท่าน

35 และท่านส่งผู้สื่อสารไปทั่วมนัสเสห์ เรียกให้พวกเขายกติดตามท่านไปด้วย และท่านส่งผู้สื่อสารไปยังอาเชอร์ เศบูลุน และนัฟทาลี คนเหล่านั้นก็ขึ้นมาพบพวกท่านด้วย

หมายสำคัญแห่งขนแกะ
36 กิเดโอนจึงทูลพระเจ้าว่า “ถ้าพระองค์จะช่วยกู้อิสราเอลด้วยมือของข้าพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสแล้วนั้น

37 นี่แน่ะ ข้าพระองค์ได้วางกลุ่มขนแกะไว้ที่ลานนวดข้าว ถ้ามีน้ำค้างเฉพาะที่กลุ่มขนแกะเท่านั้น ส่วนที่พื้นดินโดยรอบนั้นแห้ง ข้าพระองค์ก็จะทราบว่า พระองค์จะทรงช่วยกู้อิสราเอลด้วยมือของข้าพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสนั้น”

38 แล้วก็เป็นไปดังนั้น เมื่อกิเดโอนตื่นขึ้นในวันรุ่งเช้าก็บีบกลุ่มขนแกะ ท่านบีบน้ำค้างจากกลุ่มขนแกะได้จนเต็มชาม

39 แล้วกิเดโอนทูลพระเจ้าว่า “ขออย่าให้พระพิโรธพลุ่งขึ้นต่อข้าพระองค์ ขอข้าพระองค์ทูลอีกสักครั้งเดียว ขอข้าพระองค์ทดลองด้วยกลุ่มขนแกะนี้อีกครั้งหนึ่งเถิด คราวนี้ขอให้แห้งเฉพาะที่กลุ่มขนแกะ ส่วนที่พื้นดินนั้นให้มีน้ำค้างโดยทั่วไป”

40 ในคืนวันนั้นพระเจ้าก็ทรงทำตามที่ขอ คือกลุ่มขนแกะนั้นแห้งอยู่ แต่มีน้ำค้างอยู่ทั่วพื้นดิน

5. ทหารสามร้อยคนของกิเดโอน 7:1-8
1 เยรุบบาอัล (คือกิเดโอน) และคนทั้งหมดที่อยู่กับท่านก็ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ไปตั้งค่ายที่ริมน้ำพุฮาโรด ส่วนค่ายของพวกมีเดียนอยู่ทางเหนือของเขา คืออยู่ในหุบเขาที่ภูเขาโมเรห์
2 พระยาห์เวห์ตรัสกับกิเดโอนว่า “คนที่อยู่กับเจ้ายังมีมากเกินไปที่เราจะมอบคนมีเดียนไว้ในมือของพวกเขา เกรงว่าอิสราเอลจะทะนงตัวต่อเรา โดยกล่าวว่า “มือของข้าเองได้กู้ข้าไว้”

3 เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้จงประกาศให้ประชาชนได้ยินว่า ‘คนไหนกลัวจนตัวสั่น ก็ให้กลับไปเสียจากภูเขากิเลอาด’ ” และมีคนกลับไป 22,000 คน และยังเหลืออยู่ 10,000 คน
4 พระยาห์เวห์ตรัสกับกิเดโอนว่า “ประชาชนยังมากอยู่ จงพาพวกเขาลงไปที่น้ำ และเราจะทดสอบเขาทั้งหลายให้เจ้าที่นั่น คนที่เราบอกเจ้าว่า ‘ให้คนนี้ไปกับเจ้า’ คนนั้นต้องไปกับเจ้า คนที่เราบอกว่า ‘คนนี้อย่าให้ไป’ คนนั้นก็ไม่ต้องไป”
5 ท่านจึงพาประชาชนลงไปที่น้ำ พระยาห์เวห์ตรัสกับกิเดโอนว่า “ทุกคนที่ใช้ลิ้นเลียน้ำดังสุนัข จงรวมเขาไว้พวกหนึ่ง ส่วนคนที่คุกเข่าลงดื่มน้ำจงรวมไว้อีกพวกหนึ่งด้วย”

6 จำนวนคนที่ใช้มือวักน้ำขึ้นเลียมี 300 คน แต่ประชาชนทั้งสิ้นที่เหลือคุกเข่าลงดื่มน้ำ

7 พระยาห์เวห์ตรัสกับกิเดโอนว่า “เราจะช่วยกู้เจ้าทั้งหลายด้วยจำนวนคนสามร้อยที่เลียน้ำนั้น และมอบคนมีเดียนไว้ในมือของเจ้า นอกนั้นให้ทุกคนกลับบ้าน”

8 ท่านจึงส่งอิสราเอลที่เหลือกลับไปยังเต็นท์ของตนทุกคน แต่ให้ 300 คนนั้นอยู่ โดยให้ถือเสบียงและเขาสัตว์ทั้งหมดไว้ และค่ายของมีเดียนก็อยู่ข้างล่างท่านในหุบเขา


6. การทำลายทหารคนมีเดียนของกิเดโอน 7:9-25
9 ในคืนวันนั้นพระยาห์เวห์ตรัสกับท่านว่า “จงลุกขึ้นลงไปตีค่ายเถิด เพราะเรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว

10 ถ้าเจ้ากลัวไม่กล้าลงไปตี เจ้าก็จงลงไปกับปูราห์คนใช้ของเจ้าที่ค่ายนั้น

11 เจ้าจะได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน ภายหลังมือของเจ้าจะมีกำลังขึ้นที่จะลงไปตีค่ายนั้น” ท่านจึงลงไปกับปูราห์คนใช้ของท่าน จนถึงด่านนอกที่มีทหารถืออาวุธซึ่งอยู่ในค่าย
12 บรรดาคนมีเดียน และคนอามาเลขกับชาวตะวันออกนอนอยู่ตามหุบเขาเหมือนตั๊กแตนปาทังก้าเป็นฝูงๆ ฝูงอูฐของเขาก็นับไม่ถ้วน มากดุจเม็ดทรายที่ฝั่งทะเล

13 ขณะที่กิเดโอนแอบมา นี่แน่ะ ชายคนหนึ่งกำลังเล่าความฝันให้เพื่อนฟังว่า “นี่แน่ะ เราฝันเรื่องหนึ่ง มีขนมบาร์เลย์ก้อนหนึ่งกลิ้งเข้ามาในค่ายของพวกมีเดียน มาชนเต็นท์ ทำให้เต็นท์ล้มลง และพลิกขึ้น แล้วเต็นท์ก็ราบไป”
14 เพื่อนของเขาจึงตอบว่า “นี่ไม่ใช่อื่นไกลเลย นอกจากดาบของกิเดโอนบุตรโยอาช คนอิสราเอล พระเจ้าได้ทรงมอบพวกมีเดียน และกองทัพทั้งสิ้นไว้ในมือของเขาแล้ว”
15 เมื่อกิเดโอนได้ยินเขาเล่าความฝันและคำแก้ฝันเช่นนั้นแล้ว ท่านก็นมัสการและกลับไปยังค่ายอิสราเอลสั่งว่า “จงลุกขึ้นเถิด เพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงมอบกองทัพคนมีเดียนไว้ในมือของท่านทั้งหลายแล้ว”
16 ท่านจึงแบ่งคน 300 คนนั้นออกเป็นสามกอง ให้ถือเขาสัตว์ทุกคน และถือหม้อเปล่า มีคบเพลิงอยู่ข้างในหม้อนั้น
17 และท่านสั่งเขาทั้งหลายว่า “จงดูเรา แล้วให้ทำเหมือนกัน และนี่แน่ะ เมื่อเราไปถึงค่ายด้านนอกแล้ว เราทำอย่างไรก็จงทำอย่างนั้น 18 เมื่อเราเป่าเขาสัตว์ คือตัวเรากับทุกคนที่อยู่กับเรา พวกเจ้าก็จงเป่าเขาสัตว์รับให้รอบค่ายทั้งหมดแล้วร้องว่า ‘เพื่อพระยาห์เวห์ และเพื่อกิเดโอน’ ”
19 กิเดโอนกับคน 100 คนที่อยู่กับท่านก็มาถึงด้านนอกค่าย ในเวลาต้นยามกลาง พึ่งผลัดเวรยามใหม่ พวกเขาก็เป่าเขาสัตว์ขึ้นและต่อยหม้อซึ่งอยู่ในมือให้แตก

20 ทหารทั้งสามกองก็เป่าเขาสัตว์และต่อยหม้อ มือซ้ายถือคบเพลิง มือขวาถือเขาสัตว์จะเป่า และร้องขึ้นว่า “ดาบเพื่อพระยาห์เวห์และเพื่อกิเดโอน”

21 แต่ละคนก็ยืนอยู่ตามที่ของตนเรียงรายรอบค่าย ทุกคนในค่ายก็ร้องอื้ออึงวิ่งหนีไป

22 เมื่อเขาทั้งหลายเป่าเขาสัตว์ทั้งสามร้อยอันนั้น พระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้พวกเขาเอาดาบฆ่าฟันกันทั่วทุกกอง กองทัพก็แตกตื่นหนีไปถึงเบธชิทธาห์ ทางไปเศเรราห์ไกลไปจนถึงเขตเมืองอาเบลเมโฮลาห์ ที่ทับบาท

23 คนอิสราเอลถูกเรียกออกมาจากนัฟทาลี และจากอาเชอร์ และจากทั่วมนัสเสห์ และติดตามพวกมีเดียนไป
24 และกิเดโอนก็ใช้ผู้สื่อสารออกไปทั่วแดนเทือกเขาเอฟราอิมประกาศว่า “จงลงมารบกับพวกมีเดียน และยึดลำน้ำทั้งหลาย ไกลไปถึงเบธบาราห์และแม่น้ำจอร์แดนด้วย” พวกเขาก็เรียกคนเอฟราอิมทั้งสิ้นออกมา เขายึดลำน้ำทั้งหลายถึงเบธบาราห์และแม่น้ำจอร์แดนไว้

25 จับโอเรบและเศเอบเจ้านายสองคนของพวกมีเดียนได้ เขาฆ่าโอเรบเสียที่ศิลาโอเรบ และฆ่าเศเอบเสียที่บ่อย่ำองุ่นชื่อเศเอบ แล้วก็ไล่ติดตามพวกมีเดียนไป และนำเอาศีรษะโอเรบ และเศเอบมาให้กิเดโอนที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน

7. ความไม่พอใจของเอฟรอิม 8:1-3
1 คนเอฟราอิมจึงพูดกับกิเดโอนว่า “ทำไมท่านจึงทำกับเราอย่างนี้ คือเมื่อท่านยกไปต่อสู้พวกมีเดียนนั้น ท่านก็ไม่ได้เรียกเราไปรบด้วย” และเขาทั้งหลายก็ต่อว่าท่านอย่างรุนแรง

2 ท่านจึงตอบเขาทั้งหลายว่า “สิ่งที่เราทำมาแล้วจะเปรียบเทียบกับสิ่งที่ท่านทั้งหลายทำได้หรือ? ผลองุ่นที่ชาวเอฟราอิมเก็บเล็มก็ยังดีกว่าผลองุ่นที่อาบีเยเซอร์เก็บเกี่ยวไม่ใช่หรือ?

3 พระเจ้าประทานโอเรบและเศเอบ เจ้านายมีเดียนไว้ในมือของท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าสามารถทำอะไรที่จะเทียบกับท่านได้เล่า?” เมื่อท่านพูดอย่างนี้ พวกเขาก็หายโกรธ

8. การไล่ตามทหารคนมีเดียนของกิเดโอน 8:4-21
4 กิเดโอนก็มายังแม่น้ำจอร์แดนและข้ามไป ทั้งท่านและทหาร 300 คนที่อยู่ด้วย ถึงจะอ่อนเปลี้ยแต่ก็ยังติดตามไป

5 ท่านจึงพูดกับชาวเมืองสุคคทว่า “โปรดให้ขนมปังแก่คนที่ติดตามเรามาบ้าง เพราะพวกเขาหิวเต็มที เรากำลังไล่ติดตามเศบาห์และศัลมุนนากษัตริย์แห่งมีเดียน”

6 แต่เจ้านายทั้งหลายของเมืองสุคคทตอบว่า “เศบาห์และศัลมุนนาอยู่ในมือเจ้าแล้วหรือ? เราจึงจะเอาขนมปังมาเลี้ยงกองทัพของเจ้า”

7 กิเดโอนจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเมื่อพระยาห์เวห์มอบเศบาห์และศัลมุนนาไว้ในมือเราแล้ว เราจะเอาหนามใหญ่แห่งถิ่นทุรกันดาร และหนามย่อมมานวดเนื้อเจ้าทั้งหลาย”

8 ท่านก็ออกจากที่นั่นขึ้นไปยังเมืองเปนูเอล และพูดอย่างเดียวกันกับพวกเขา แต่ชาวเมืองเปนูเอลก็ตอบท่านอย่างเดียวกับที่ชาวเมืองสุคคทตอบ

9 ดังนั้นท่านจึงพูดกับชาวเมืองเปนูเอลว่า “เมื่อเรากลับมาโดยสวัสดิภาพ เราจะพังหอรบนี้”
10 เศบาห์และศัลมุนนาอยู่ที่คารโครกับกองทัพมีทหารประมาณ 15,000 คน เป็นกองทัพชาวตะวันออกที่เหลืออยู่ทั้งหมด เพราะว่าผู้ที่ถือดาบล้มตายเสีย 120,000 คน

11 กิเดโอนขึ้นไปตามทางสัญจรของชาวทะเลทราย ทางทิศตะวันออกของโนบาห์และโยกเบฮาห์ และเข้าโจมตีกองทัพเมื่อกองทัพคิดว่าพ้นภัย

12 เศบาห์และศัลมุนนาก็หนีไป กิเดโอนก็ไล่ติดตามไปจับเศบาห์กับศัลมุนนากษัตริย์พวกมีเดียนได้ทั้งสององค์ และทำให้กองทัพทั้งสิ้นแตกตื่น
13 กิเดโอนบุตรโยอาชก็กลับจากการศึกมาตามทางขึ้นเขาเฮเรส

14 จับชายหนุ่มชาวเมืองสุคคทได้คนหนึ่ง จึงซักถามเขา ชายคนนี้ก็เขียนชื่อข้าราชการและพวกผู้ใหญ่ของเมืองสุคคทให้ รวม 77 คนด้วยกัน

15 กิเดโอนจึงมาหาชาวเมืองสุคคทกล่าวว่า “จงมาดูเศบาห์และศัลมุนนา ซึ่งเมื่อก่อนเจ้าเยาะเย้ยเราว่า ‘เศบาห์และศัลมุนนาอยู่ในมือเจ้าแล้วหรือ? เราจึงจะได้เลี้ยงทหารที่หิวโหยของเจ้าด้วยขนมปัง’ ”

16 กิเดโอนก็จับตัวพวกผู้ใหญ่ในเมือง แล้วเอาหนามใหญ่แห่งถิ่นทุรกันดาร และหนามย่อมมาสั่งสอนชาวเมืองสุคคท

17 ท่านก็พังหอรบเมืองเปนูเอล และประหารชีวิตชาวเมืองเสีย
18 ท่านจึงถามเศบาห์และศัลมุนนาว่า “คนที่เจ้าฆ่าที่ภูเขาทาโบร์เป็นคนประเภทไหน?” พวกเขาตอบว่า “เป็นคนเหมือนอย่างท่าน แต่ละคนเป็นเหมือนโอรสกษัตริย์”

19 กิเดโอนจึงกล่าวว่า “คนเหล่านั้นเป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับเรา พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่ฉันใด ถ้าพวกเจ้าไว้ชีวิตพวกเขา เราก็จะไม่ประหารชีวิตพวกเจ้าฉันนั้น”

20 แล้วท่านสั่งเยเธอร์บุตรหัวปีของท่านว่า “จงลุกขึ้นฆ่าเขาทั้งสองเสีย” แต่บุตรชายคนนั้นไม่ยอมชักดาบออกเพราะเขากลัวเพราะเขายังหนุ่มอยู่
21 เศบาห์กับศัลมุนนาจึงว่า “ท่านลุกขึ้นฆ่าเราเองซิ เป็นผู้ใหญ่เท่าใดกำลังก็แข็งเท่านั้น” กิเดโอนก็ลุกขึ้นฆ่าเศบาห์และศัลมุนนา แล้วเก็บเครื่องหมายดวงจันทร์ครึ่งซีกที่ประดับคออูฐของพวกเขาไป

9. การปกครองของกิเดโอน 8:22-35
22 แล้วคนอิสราเอลบอกกิเดโอนว่า “ขอปกครองพวกเราเถิด ทั้งตัวท่านและลูกหลานของท่านสืบไปด้วย เพราะว่าท่านได้กู้เราทั้งหลายให้พ้นจากมือของมีเดียน”

23 แต่กิเดโอนตอบเขาทั้งหลายว่า “เราจะไม่ปกครองท่านทั้งหลาย และบุตรของเราก็จะไม่ปกครองท่าน พระยาห์เวห์จะทรงปกครองท่านทั้งหลายเอง”

24 กิเดโอนก็บอกคนเหล่านั้นว่า “เราจะขอสิ่งหนึ่งจากท่านทั้งหลาย คือขอให้ทุกคนถวายตุ้มหูอันหนึ่งซึ่งริบมาได้นั้น” (เพราะว่าคนเหล่านั้นมีตุ้มหูทองคำเพราะเป็นชนอิชมาเอล)

25 พวกเขาก็ตอบท่านว่า “พวกเราเต็มใจให้” เขาทั้งหลายก็ปูผ้าลง แล้วแต่ละคนก็วางตุ้มหูซึ่งริบมาได้นั้นไว้ที่นั่น

26 ตุ้มหูทองคำซึ่งท่านขอได้นั้นมีน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีเครื่องหมายดวงจันทร์ครึ่งซีก จี้และฉลองพระองค์สีม่วง ซึ่งกษัตริย์มีเดียนทรงสวมใส่ อีกทั้งเครื่องผูกคออูฐด้วย

27 กิเดโอนก็เอาทองคำนี้ทำเป็นเอโฟดเก็บไว้ที่เมืองของท่าน คือโอฟราห์ และบรรดาคนอิสราเอลก็เล่นชู้กับเอโฟด ณ ที่นั้น และมันกลายเป็นบ่วงดักกิเดโอนและพงศ์พันธุ์ของท่าน

28 พวกมีเดียนพ่ายแพ้คนอิสราเอล ไม่อาจยกศีรษะขึ้นอีกได้เลย และแผ่นดินก็สงบสุขในสมัยกิเดโอนถึง 40 ปี

มรณกรรมของกิเดโอน
29 เยรุบบาอัลบุตรของโยอาชไปอาศัยอยู่ในบ้านของตน

30 กิเดโอนมีบุตรชายเกิดจากสายโลหิตของท่าน 70 คน เพราะท่านมีภรรยาหลายคน

31 ภรรยาน้อยของกิเดโอนที่อยู่ในเมืองเชเคมก็มีบุตรกับท่านคนหนึ่งด้วย ท่านตั้งชื่อว่าอาบีเมเลค

32 กิเดโอนบุตรโยอาชสิ้นชีวิตเมื่อท่านชรามากแล้ว และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ฝังศพของโยอาชบิดาของท่าน คือในเมืองโอฟราห์ ซึ่งเป็นของตระกูลอาบีเยเซอร์
33 เมื่อกิเดโอนสิ้นชีวิตแล้ว คนอิสราเอลก็หันกลับไปเล่นชู้กับพระบาอัลทั้งหลาย ถือว่าบาอัลเบรีทเป็นพระของพวกเขา

34 คนอิสราเอลไม่ได้ระลึกถึงพระยาห์เวห์พระเจ้าของตน ผู้ทรงช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นมือศัตรูรอบด้าน

35 พวกเขาไม่ได้แสดงความเมตตาแก่ครอบครัวเยรุบบาอัล (คือกิเดโอน) ให้สมกับความดีทั้งสิ้นซึ่งกิเดโอนได้ทำแก่คนอิสราเอล

G. อาบีเมเลค 9:
1. การขึ้นครองบัลลังก์ในเชเคมของอาบีเมเลค 9:1-6
1 ส่วนอาบีเมเลคบุตรเยรุบบาอัลก็ไปหาญาติของมารดาที่เมืองเชเคม แล้วพูดกับเขาทั้งหลายและกับวงศาคณาญาติมารดาของตนว่า

2 “ขอบอกความนี้ให้เข้าหูชาวเมืองเชเคมเถิดว่า ‘จะให้บุตรเยรุบบาอัลทั้งเจ็ดสิบคนครอบครองท่านทั้งหลายดี หรือจะให้ผู้เดียวปกครองดี’ ขอระลึกไว้ด้วยว่า ตัวข้าพเจ้านี้เป็นเลือดเนื้อเดียวกับท่านทั้งหลาย”

3 ฝ่ายญาติของมารดาของเขาก็กล่าวคำเหล่านี้ให้เข้าหูชาวเชเคม จิตใจของชาวเมืองก็เอนเอียงเข้าข้างอาบีเมเลค ด้วยพวกเขากล่าวกันว่า “เขาเป็นญาติของเรา”

4 เขาทั้งหลายจึงเอาเงิน 70 แผ่นออกจากวิหารพระบาอัลเบรีทมอบให้อาบีเมเลค อาบีเมเลคก็เอาเงินนั้นไปจ้างพวกนักเลงไว้ติดตามตน

5 เขาจึงไปที่บ้านบิดาของเขาที่เมืองโอฟราห์ ฆ่าพี่น้องของตน คือบุตรเยรุบบาอัลทั้ง 70 คนที่ศิลาแผ่นเดียว เหลือแต่โยธามบุตรสุดท้องของเยรุบบาอัลเพราะเขาซ่อนตัวเสีย

6 ชาวเมืองเชเคมและชาวเบธมิลโลทั้งสิ้นก็มาประชุมพร้อมกัน ตั้งอาบีเมเลคให้เป็นกษัตริย์ที่ข้างต้นโอ๊กแห่งเสาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเมืองเชเคม

2. คำเตือนของโยธามแก่ชาวเชเคม 9:7-21
7 เมื่อโยธามทราบเรื่อง เขาก็ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดภูเขาเกริซิม ตะเบ็งเสียงตะโกนบอกเขาทั้งหลายว่า “ชาวเมืองเชเคมเอ๋ย ขอจงฟังข้า เพื่อพระเจ้าจะทรงฟังเสียงของเจ้าทั้งหลาย

8 ครั้งหนึ่งต้นไม้ต่างๆ ได้ออกไปเจิมตั้งต้นไม้ต้นหนึ่งไว้เป็นราชา พวกมันไปเชิญต้นมะกอกว่า ‘เชิญท่านปกครองเราเถิด’

9 แต่ต้นมะกอกตอบว่า ‘จะให้ฉันหยุดผลิตน้ำมันซึ่งเขาใช้ถวายเกียรติแด่พระและแก่มนุษย์ เพื่อไปกวัดแกว่งอยู่เหนือต้นไม้ทั้งหลายหรือ?’

10 แล้วต้นไม้เหล่านั้นจึงไปพูดกับต้นมะเดื่อว่า ‘เชิญท่านมาปกครองเราเถิด’

11 แต่ต้นมะเดื่อตอบว่า ‘จะให้ฉันหยุดผลิตรสหวานและผลดีของฉัน และไปกวัดแกว่งอยู่เหนือต้นไม้ทั้งหลายหรือ?’

12 ต้นไม้เหล่านั้นก็ไปพูดกับเถาองุ่นว่า ‘เชิญท่านมาปกครองเราเถิด’

13 แต่เถาองุ่นตอบว่า ‘จะให้ฉันหยุดผลิตเหล้าองุ่นอันเป็นที่ชื่นใจพระและมนุษย์ไปกวัดแกว่งอยู่เหนือต้นไม้ทั้งหลายหรือ?’

14 ต้นไม้ทั้งสิ้นก็ไปพูดกับต้นหนามว่า ‘เชิญท่านมาปกครองเราเถิด’

15 ต้นหนามจึงตอบต้นไม้ทั้งหลายว่า ‘ถ้าท่านทั้งหลายจะเจิมตั้งฉันให้เป็นราชาของท่านจริงๆ จงมาอาศัยใต้ร่มเงาของฉันเถิด มิฉะนั้นก็ให้ไฟเกิดจากต้นหนามเผาผลาญต้นสนสีดาร์เลบานอนเสีย’
16 “เวลานี้เจ้าทั้งหลายตั้งอาบีเมเลคเป็นกษัตริย์ ถ้าทำด้วยความจริงใจและเที่ยงธรรม และถ้าได้ทำดีต่อเยรุบบาอัลและครอบครัวของท่านสมกับความดีที่มือท่านได้ทำไว้

17 (เพราะว่าบิดาของเราได้สู้รบเพื่อเจ้าทั้งหลาย และเสี่ยงชีวิตช่วยเจ้าทั้งหลายให้พ้นจากมือพวกมีเดียน

18 แต่ในวันนี้เจ้าทั้งหลายได้ลุกขึ้นทำร้ายเชื้อสายบิดาของข้า ได้ฆ่าบุตรชายทั้งเจ็ดสิบคนของท่านเสียบนศิลาแผ่นเดียว แล้วตั้งอาบีเมเลคลูกหญิงคนใช้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ปกครองชาวเชเคม เพราะว่าเขาเป็นญาติของเจ้าทั้งหลาย)

19 ถ้าเจ้าทั้งหลายได้ทำด้วยความจริงใจและเที่ยงธรรมต่อเยรุบบาอัล และครอบครัวของท่านในวันนี้ ก็จงชื่นชมในอาบีเมเลคเถิด และให้เขามีความชื่นชมยินดีในเจ้าทั้งหลาย

20 แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ก็ขอให้ไฟออกมาจากอาบีเมเลค เผาผลาญชาวเมืองเชเคมและเบธมิลโล และให้ไฟออกมาจากชาวเมืองเชเคม และจากเบธมิลโลเผาผลาญอาบีเมเลคเสีย”
21 โยธามก็รีบหนีไปยังเบเออร์อาศัยอยู่ที่นั่น เพราะกลัวอาบีเมเลคพี่ชายของตน

3. ชาวเชเคมต่อสู้กับอาบีเมเลค 9:22-49
22 อาบีเมเลคครอบครองอิสราเอลอยู่ได้ 3 ปี

23 พระเจ้าทรงใช้วิญญาณชั่วเข้าแทรกระหว่างอาบีเมเลคกับชาวเมืองเชเคม ชาวเมืองเชเคมก็กบฏต่ออาบีเมเลค

24 เพื่อทารุณกรรมที่ได้ทำแก่บุตร 70 คนของเยรุบบาอัลจะถูกสนองตอบ และโลหิตของเขาเหล่านั้นจะตกบนอาบีเมเลค พี่น้องผู้ได้ประหารพวกเขาและตกแก่ชาวเมืองเชเคม ผู้สนับสนุนอาบีเมเลคให้ฆ่าพี่น้องของตน

25 ชาวเมืองเชเคมได้วางคนซุ่มซ่อนไว้ต่อสู้อาบีเมเลคที่บนยอดภูเขา พวกเขาก็ปล้นทุกคนที่ผ่านไปมาทางนั้น และมีคนบอกอาบีเมเลคให้ทราบ
26 กาอัลบุตรเอเบดกับญาติๆ ของเขาเข้าไปในเมืองเชเคม และชาวเชเคมไว้เนื้อเชื่อใจเขา

27 เขาทั้งหลายพากันออกไปในสวนเก็บผลองุ่นมาย่ำ ทำการเลี้ยงรื่นเริงและเข้าไปในวิหารแห่งพระของพวกเขา เขาทั้งหลายกินและดื่ม และแช่งด่าอาบีเมเลค

28 กาอัลบุตรเอเบดจึงกล่าวว่า “อาบีเมเลคคือใคร? และเชเคมเป็นใครกันที่เราต้องปรนนิบัติเขา? เขาไม่ใช่บุตรของเยรุบบาอัลหรือ? และเศบุลไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยของเขาหรือ? จงปรนนิบัติคนฮาโมร์ บิดาของเชเคม ทำไมเราต้องปรนนิบัติอาบีเมเลคด้วย?

29 ถ้าคนเมืองนี้อยู่ใต้ปกครองของข้านะ ข้าจะถอดอาบีเมเลคเสีย ข้าจะท้าเอบีเมเลคว่า ‘จงเพิ่มกองทัพของเจ้าขึ้น แล้วออกมาเถิด’ ”
30 พอเศบุลเจ้าเมืองได้ยินถ้อยคำของกาอัลบุตรเอเบดก็โกรธ

31 จึงส่งผู้สื่อสารไปยังอาบีเมเลคที่อารูมาห์กล่าวว่า “นี่แน่ะ กาอัลบุตรเอเบดและญาติๆ ของเขามาที่เมืองเชเคม ยุแหย่เมืองนั้นให้ต่อสู้กับท่าน

32 บัดนี้ขอท่านจงลุกขึ้นในเวลากลางคืน ทั้งท่านและกองทัพที่อยู่กับท่านไปซุ่มคอยอยู่ในทุ่งนา

33 รุ่งเช้าพอดวงอาทิตย์ขึ้น ท่านจงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ รีบรุกเข้าเมือง และนี่แน่ะ เมื่อกาอัลกับกองทัพที่อยู่กับเขาออกมาต่อสู้ท่าน ท่านจงทำแก่พวกเขาตามแต่โอกาสจะอำนวย”
34 อาบีเมเลค และกองทัพทั้งสิ้นที่อยู่กับเขาก็ลุกขึ้นในเวลากลางคืน แบ่งออกเป็นสี่กองไปซุ่มคอยสู้เมืองเชเคม

35 กาอัลบุตรเอเบดก็ออกไปยืนอยู่ที่ทางเข้าประตูเมือง อาบีเมเลคก็ลุกขึ้นพร้อมกับกองทัพที่อยู่กับเขา ออกมาจากที่ซุ่มซ่อน

36 และเมื่อกาอัลเห็นฝูงชน จึงพูดกับเศบุลว่า “ดูซิ ฝูงชนกำลังเคลื่อนลงมาจากยอดภูเขา” เศบุลตอบเขาว่า “ท่านเห็นเงาภูเขาเป็นคนไป”

37 กาอัลพูดขึ้นอีกว่า “ดูซิ ฝูงชนกำลังออกมาจากทับบูร์ฮาอาเรส กลุ่มหนึ่งกำลังออกมาจากทางต้นโอ๊กของผู้ทำนาย”
38 เศบุลก็กล่าวแก่กาอัลว่า “ปากของท่านอยู่ที่ไหนเดี๋ยวนี้ ท่านผู้ที่กล่าวว่า ‘อาบีเมเลคเป็นใครที่เราต้องปรนนิบัติ?’ คนเหล่านี้เป็นคนที่ท่านหมิ่นประมาทไม่ใช่หรือ? จงยกออกไปรบกับเขาเถิด”

39 กาอัลก็เดินนำหน้าชาวเมืองเชเคมออกไปต่อสู้กับอาบีเมเลค

40 อาบีเมเลคก็ขับไล่กาอัลหนีไป มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมากจนถึงทางเข้าประตูเมือง

41 ส่วนอาบีเมเลคก็อาศัยอยู่ที่อารูมาห์ และเศบุลก็ขับไล่กาอัลกับญาติๆ ของเขาออกไป ไม่ให้อยู่ที่เมืองเชเคมต่อไป
42 รุ่งขึ้น ชาวเมืองนั้นออกไปที่ทุ่งนา อาบีเมเลคก็ทราบเรื่อง

43 เขาจึงแบ่งคนของเขาออกเป็นสามกอง ซุ่มคอยที่ทุ่งนา เขามองดู เมื่อคนออกจากเมือง เขาจึงลุกขึ้นประหารเสีย

44 อาบีเมเลคกับกองทหารที่อยู่ด้วยก็รุกไปยืนอยู่ที่ทางเข้าประตูเมือง ฝ่ายทหารอีกสองกองก็รุกเข้าโจมตีคนทั้งหมดที่ในทุ่งนาและประหารเสีย

45 อาบีเมเลคโจมตีเมืองนั้นตลอดวันจนยึดเมืองได้ และฆ่าฟันประชาชนที่อยู่ในเมืองนั้นเสีย อีกทั้งทำลายเมืองนั้นด้วย แล้วก็หว่านเกลือลงไป
46 เมื่อพวกผู้นำทั้งสิ้นที่หอรบเมืองเชเคมได้ยินเช่นนั้น ก็หนีเข้าไปอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินในวิหารของพระเอลเบรีท

47 มีคนไปเรียนอาบีเมเลคว่า ชาวเมืองทั้งสิ้นที่หอรบเมืองเชเคมมาชุมนุมกันอยู่
48 อาบีเมเลคก็ขึ้นไปบนภูเขาศัลโมน ทั้งตัวเขากับกองทัพทั้งสิ้น อาบีเมเลคถือขวานตัดกิ่งไม้ใส่บ่าแบกมา เขาบอกคนที่อยู่ด้วยว่า “เจ้าเห็นข้าทำอะไร จงรีบไปทำอย่างข้าเถิด”

49 คนทั้งปวงก็ตัดกิ่งไม้แบกตามอาบีเมเลคไปสุมไว้ที่อุโมงค์ใต้ดิน แล้วก็จุดไฟเผา ดังนั้นคนที่หอรบเมืองเชเคมก็ตายหมดทั้งชายและหญิงประมาณ 1,000 คน

4. ควาตายของอาบีเมเลค 9:50-57

50 อาบีเมเลคไปยังเมืองเธเบศตั้งค่ายประชิดเมืองเธเบศไว้ และยึดเมืองนั้นได้
51 แต่ในเมืองมีหอรบแข็งแกร่งแห่งหนึ่ง ชาวเมืองนั้นทั้งหมดทั้งชายและหญิงก็หนีเข้าไปที่นั่นปิดประตูขังตนเองเสีย แล้วก็ขึ้นไปบนหลังคาหอรบ

52 อาบีเมเลคยกมาถึงหอรบนี้ ก็เข้าโจมตีจนเข้ามาใกล้ประตูหอรบได้ เพื่อจะเอาไฟเผา

53 แต่หญิงคนหนึ่งเอาหินโม่แป้งชิ้นบนทุ่มศีรษะอาบีเมเลค ทำให้กะโหลกศีรษะของเขาแตก

54 เขาจึงรีบร้องบอกคนหนุ่มที่ถืออาวุธของเขาว่า “จงชักดาบออกแล้วฆ่าเราเสียเพื่อคนจะไม่พูดว่า ‘ผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าเขาตาย’ ” คนหนุ่มนั้นก็แทงเขาทะลุถึงแก่ความตาย

55 เมื่อคนอิสราเอลเห็นว่าอาบีเมเลคสิ้นชีวิตแล้ว ต่างคนก็กลับไปยังที่ของตน

56 ดังนี้แหละพระเจ้าทรงตอบสนองความชั่ว ที่อาบีเมเลคได้ทำต่อบิดาของตน ที่ได้ฆ่าพี่น้อง 70 คนของตนเสีย

57 และพระเจ้าทรงตอบสนองกรรมชั่วทั้งสิ้นของชาวเชเคมบนศีรษะของพวกเขาเอง และคำสาปแช่งของโยธามบุตรเยรุบบาอัลก็ตกอยู่กับเขาทั้งหลาย

H. ประวัติของ โทลา และยาอีร์ 10:1-5
1 หลังสมัยอาบีเมเลค มีคนขึ้นมาช่วยกู้อิสราเอลชื่อโทลา บุตรของปูวาห์ ผู้เป็นบุตรของโดโด คนอิสสาคาร์ และท่านอยู่ที่เมืองชามีร์ในแดนเทือกเขาเอฟราอิม

2 ท่านวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 23 ปี แล้วท่านก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ที่เมืองชามีร์
3 หลังจากนั้น ยาอีร์คนกิเลอาดได้ขึ้นมาวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 22 ปี

4 ท่านมีบุตร 30 คนผู้ขี่ลาหนุ่ม 30 ตัว และพวกเขามีเมือง 30 เมืองในแผ่นดินกิเลอาดซึ่งพวกเขาเรียกว่า ฮาวโวทยาอีร์ จนถึงทุกวันนี้

5 ยาอีร์ก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ที่เมืองคาโมน

I. ประวัติของเยฟธา 10:6-12:7
1. การทำบาปและการกลับใจของคนอิสราเอล 10:6-18
1.1 การทำบาปของอิสราเอล และการบีบบังคับของคนอัมโมน 10:6-9
6 คนอิสราเอลก็ทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์อีก เขาทั้งหลายไปปรนนิบัติบรรดาพระบาอัลและพระอัชทาโรทพระของคนอารัม พระของไซดอน พระของโมอับ พระของคนอัมโมน พระของคนฟีลิสเตีย และเขาทั้งหลายละทิ้งพระยาห์เวห์เสีย ไม่ได้ปรนนิบัติพระองค์

7 และพระพิโรธของพระยาห์เวห์ก็พลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล จึงทรงขายพวกเขาไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย และในมือของคนอัมโมน

8 เขาทั้งหลายได้ข่มเหงและบีบบังคับคนอิสราเอลในปีนั้น พวกเขาได้บีบบังคับคนอิสราเอลทั้งปวงที่อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนในกิเลอาดในแผ่นดินของคนอาโมไรต์ เป็นเวลา 18 ปี

9 ทั้งคนอัมโมนได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดน ไปต่อสู้กับยูดาห์ เบนยามิน และพงศ์พันธุ์เอฟราอิม ดังนั้น อิสราเอลจึงทุกข์ร้อนยิ่งนัก

1.2 การกลับใจเสียใหม่ของอิสราเอล10:10-18
10 และคนอิสราเอลร้องทูลพระยาห์เวห์ว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ เพราะได้ทอดทิ้งพระเจ้าของพวกข้าพระองค์ไปปรนนิบัติบรรดาพระบาอัล”

11 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับคนอิสราเอลว่า “เราได้ช่วยกู้เจ้าให้พ้นจากคนอียิปต์ จากคนอาโมไรต์ จากคนอัมโมน และจากคนฟีลิสเตียไม่ใช่หรือ?
12 ทั้งคนไซดอน คนอามาเลข และคนมาโอนได้บีบบังคับพวกเจ้า เจ้าทั้งหลายได้ร้องทุกข์ถึงเรา และเราก็ได้ช่วยพวกเจ้าให้พ้นมือเขาทั้งหลาย

13 แต่เจ้าทั้งหลายยังได้ละทิ้งเราไปปรนนิบัติพระอื่นๆ ดังนั้นเราจะไม่ช่วยกู้เจ้าทั้งหลายอีกต่อไป

14 จงไปร้องทูลต่อพระต่างๆ ซึ่งเจ้าทั้งหลายได้เลือกปรนนิบัตินั้นเถิด ให้พระเหล่านั้นช่วยกู้พวกเจ้าในยามทุกข์ยาก”

15 และคนอิสราเอลทูลพระยาห์เวห์ว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปแล้ว ขอพระองค์ทรงทำแก่ข้าพระองค์ตามที่ทรงเห็นชอบ ข้าพระองค์ขอวิงวอนเพียงว่า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นภัยในวันนี้เถิด”
16 ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงเลิกถือพระต่างด้าวและมาปรนนิบัติพระยาห์เวห์ ส่วนพระองค์ร้อนพระทัยด้วยความทุกข์เข็ญของอิสราเอล
17 คนอัมโมนถูกเรียกให้รบ พวกเขาตั้งค่ายในกิเลอาด ส่วนคนอิสราเอลก็มาชุมนุมกันตั้งค่ายอยู่ที่มิสปาห์
18 และประชาชน พวกผู้นำของคนกิเลอาดพูดกันว่า “ใครเป็นคนแรกที่เข้าต่อสู้กับคนอัมโมน? คนนั้นจะเป็นหัวหน้าของชาวกิเลอาดทั้งหมด”

2. ชัยชนะของเยฟธาต่อคนอัมโมน 11:
2.1 การเข้ารับตำแหน่งผู้นำของเยฟธาต่อคนกิเลอาด 11:1-11
1 เยฟธาห์คนกิเลอาดเป็นนักรบผู้กล้าหาญ แต่ท่านเป็นบุตรของหญิงโสเภณี กิเลอาดเป็นบิดาของเยฟธาห์

2 ภรรยาของกิเลอาดมีบุตรชายหลายคน และเมื่อบุตรเหล่านั้นโตขึ้นแล้ว จึงขับไล่เยฟธาห์ออกไปโดยกล่าวว่า “เจ้าจะไม่มีส่วนในมรดกของพ่อเรา เพราะตัวเจ้าเป็นลูกของหญิงอื่น”

3 เยฟธาห์จึงหนีจากพี่น้องของตนไปอยู่ในแผ่นดินโทบ พวกนักเลงก็สมทบกับเยฟธาห์ และไปกับท่าน
4 ต่อมาภายหลังคนอัมโมนได้ทำสงครามกับคนอิสราเอล
5 และเมื่อคนอัมโมนทำสงครามกับอิสราเอลนั้น พวกผู้ใหญ่ของกิเลอาดก็ไปรับเยฟธาห์จากแผ่นดินโทบ
6 พวกเขากล่าวกับเยฟธาห์ว่า “จงมาเป็นหัวหน้าของเรา เพื่อเราจะต่อสู้กับคนอัมโมนได้”
7 แต่เยฟธาห์กล่าวกับพวกผู้ใหญ่ของกิเลอาดว่า “พวกท่านเองไม่ใช่หรือที่เกลียดข้าพเจ้า และไล่ข้าพเจ้าออกจากบ้านบิดา? ทำไมตอนนี้ท่านจึงมาหาข้าพเจ้าเมื่อท่านตกยากเล่า?”
8 พวกผู้ใหญ่ของกิเลอาดจึงกล่าวกับเยฟธาห์ว่า “เหตุที่เรากลับมาหาท่านเวลานี้ ก็เพื่อท่านจะไปกับเราและต่อสู้กับคนอัมโมน แล้วมาเป็นประมุขของเราชาวกิเลอาดทั้งหมด”
9 เยฟธาห์จึงกล่าวกับพวกผู้ใหญ่ของกิเลอาดว่า “ถ้าพวกท่านให้ข้าพเจ้ากลับไปเพื่อต่อสู้กับคนอัมโมน และพระยาห์เวห์ทรงมอบพวกเขาแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเองจะเป็นประมุขของท่าน”
10 พวกผู้ใหญ่ของกิเลอาดจึงกล่าวกับเยฟธาห์ว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นพยานระหว่างเรา เราจะทำตามคำของท่านแน่”
11 เยฟธาห์จึงไปกับพวกผู้ใหญ่ของกิเลอาด และประชาชนก็ตั้งท่านให้เป็นประมุขและเป็นหัวหน้าเหนือพวกเขา แล้วเยฟธาห์ก็กล่าวคำที่ตกลงกันทั้งสิ้นเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ในเมืองมิสปาห์

2.2 ความขัดแย้งรื่องเขตแดนของอัมโมนกับอิสราเอล 11:12-28
12 เยฟธาห์จึงส่งผู้สื่อสารไปยังกษัตริย์ของคนอัมโมนถามว่า “ท่านมีเรื่องอะไรกับข้าพเจ้า ท่านจึงยกมารุกรานแผ่นดินของข้าพเจ้า”

13 กษัตริย์ของคนอัมโมนตอบผู้สื่อสารของเยฟธาห์ว่า “เพราะเมื่ออิสราเอลออกมาจากอียิปต์ ได้ยึดดินแดนของเราไป ตั้งแต่แม่น้ำอารโนนถึงแม่น้ำยับบอก และแม่น้ำจอร์แดน บัดนี้ขอคืนดินแดนเหล่านั้นเสียโดยดี”
14 และเยฟธาห์ก็ส่งผู้สื่อสารไปหากษัตริย์ของคนอัมโมนอีก
15 ให้กล่าวว่า “เยฟธาห์กล่าวดังนี้ว่า อิสราเอลไม่ได้ยึดดินแดนของโมอับ หรือดินแดนของคนอัมโมน
16 แต่เมื่อออกจากอียิปต์ อิสราเอลได้เดินไปทางถิ่นทุรกันดารถึงทะเลแดง และมาถึงคาเดช
17 อิสราเอลจึงส่งผู้สื่อสารไปยังกษัตริย์เอโดมกล่าวว่า ‘ขอให้พวกเรายกผ่านแผ่นดินของท่านไป’ แต่กษัตริย์เอโดมไม่ฟัง และพวกเขาได้ส่งคำขออย่างเดียวกันไปยังกษัตริย์โมอับด้วย แต่ท่านก็ไม่ยอม ดังนั้นอิสราเอลจึงอยู่ที่คาเดช
18 แล้วพวกเขาก็เดินไปในถิ่นทุรกันดารอ้อมแผ่นดินเอโดม และแผ่นดินโมอับ และมาทางด้านตะวันออกของแผ่นดินโมอับ และตั้งค่ายอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำอารโนน แต่ไม่ได้เข้าไปในพรมแดนของโมอับ เพราะว่าแม่น้ำอารโนนเป็นพรมแดนของโมอับ
19 อิสราเอลจึงส่งผู้สื่อสารไปหาสิโหนกษัตริย์อาโมไรต์ กษัตริย์กรุงเฮชโบน อิสราเอลเรียนท่านว่า ‘ขอให้พวกเรายกผ่านแผ่นดินของท่านไปยังที่ของเรา’
20 แต่สิโหนไม่ไว้ใจอิสราเอลจึงไม่ให้พวกเขายกผ่านเขตแดนของตน ฉะนั้นสิโหนจึงได้ระดมพลทั้งสิ้นของท่าน ตั้งค่ายอยู่ที่ยาฮาส และสู้รบกับอิสราเอล
21 แต่พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลทรงมอบสิโหน และประชาชนทั้งหมดของท่านไว้ในมืออิสราเอล พวกเขาก็พ่ายแพ้ไป ดังนั้นอิสราเอลจึงยึดครองดินแดนทั้งสิ้นของคนอาโมไรต์ชาวแผ่นดินนั้น
22 และพวกเขายึดเขตแดนทั้งหมดของคนอาโมไรต์ตั้งแต่แม่น้ำอารโนนถึงแม่น้ำยับบอก และตั้งแต่ถิ่นทุรกันดารถึงแม่น้ำจอร์แดน
23 บัดนี้พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลได้ขับไล่คนอาโมไรต์ออกเสียต่อหน้าอิสราเอลประชากรของพระองค์ ส่วนท่านจะมาถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์อย่างนั้นหรือ?
24 ท่านไม่ถือกรรมสิทธิ์สิ่งซึ่งพระเคโมชพระเจ้าของท่านมอบให้ท่านยึดครองหรือ? เช่นเดียวกัน ที่ใดที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเรามอบให้เรา เราก็จะยึดครองที่นั้นด้วย
25 และบัดนี้ท่านจะดีกว่าบาลาคบุตรสิปโปร์กษัตริย์โมอับหรือ? เขาเคยบาดหมางหรือเคยต่อสู้กับอิสราเอลหรือ?
26 เมื่ออิสราเอลอาศัยในเมืองเฮชโบน เมืองอาโรเออร์และชนบทของเมืองนั้นๆ ตลอดจนอาศัยในเมืองทั้งสิ้นที่อยู่ตามฝั่งแม่น้ำอารโนนถึง 300 ปี ทำไมท่านไม่เอาคืนเสียในเวลานั้นเล่า?
27 ฉะนั้นไม่ใช่ข้าพเจ้าเองที่ทำผิดต่อท่าน แต่ท่านกำลังทำผิดต่อข้าพเจ้าโดยทำสงครามกับข้าพเจ้า ขอพระยาห์เวห์ผู้ทรงเป็นตุลาการได้ตัดสินคดีระหว่างคนอิสราเอลกับคนอัมโมนในวันนี้”
28 แต่กษัตริย์ของคนอัมโมนไม่ได้เชื่อฟังคำของเยฟธาห์ซึ่งท่านส่งไปให้


2.3 การเอาชนะต่อคนอัมโมนของเยฟธา 11:29-33
29 แล้วพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ก็สถิตกับเยฟธาห์ ท่านจึงเดินผ่านกิเลอาดและมนัสเสห์และผ่านมิสปาห์แห่งกิเลอาด และจากมิสปาห์แห่งกิเลอาดท่านเดินผ่านไปยังคนอัมโมน

30 และเยฟธาห์บนต่อพระยาห์เวห์ว่า “ถ้าพระองค์ทรงมอบคนอัมโมนไว้ในมือของข้าพระองค์จริงๆ แล้ว

31 คนใดที่ออกมาจากประตูบ้านของข้าพระองค์เพื่อต้อนรับข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์มีชัยกลับมาจากคนอัมโมนนั้น คนนั้นจะเป็นของของพระยาห์เวห์ และข้าพระองค์จะถวายคนนั้นเป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัว”

32 แล้วเยฟธาห์จึงยกข้ามไปต่อสู้กับคนอัมโมน และพระยาห์เวห์ทรงมอบพวกเขาไว้ในมือของท่าน

33 และท่านได้ประหารพวกเขาจากเมืองอาโรเออร์จนถึงที่ใกล้ๆ เมืองมินนิทรวม 20 เมือง และไกลไปจนถึงอาเบลเค-รามิม ผู้คนล้มตายมาก คนอัมโมนถูกปราบจนราบคาบต่อหน้าคนอิสราเอล

2.4 การบนต่อพระจ้าของเยฟธา 11:34-40
34 แล้วเยฟธาห์ก็กลับมาบ้านที่มิสปาห์ นี่แน่ะ บุตรหญิงของท่านถือรำมะนาเต้นโลดออกมาต้อนรับท่าน เธอเป็นบุตรหญิงคนเดียว นอกจากบุตรหญิงคนนี้ท่านไม่มีบุตรชายและบุตรหญิงเลย

35 และเมื่อท่านเห็นเธอแล้ว ท่านก็ฉีกเสื้อผ้าของท่าน กล่าวว่า “โอ ลูกเอ๋ย เจ้าทำให้พ่อแย่แล้ว เพราะเจ้าเป็นเหตุให้พ่อทุกข์มาก เพราะพ่อได้อ้าปากบนต่อพระยาห์เวห์ไว้ และจะคืนคำก็ไม่ได้”

36 เธอจึงพูดกับบิดาว่า “คุณพ่อ เมื่อท่านอ้าปากบนต่อพระยาห์เวห์ไว้อย่างไร ขอให้ท่านทำกับลูกอย่างนั้นเถิด เพราะพระยาห์เวห์ได้ทรงแก้แค้นคนอัมโมนผู้เป็นศัตรูเพื่อท่านแล้ว”

37 และเธอพูดกับบิดาของเธอว่า “ลูกขอสิ่งหนึ่งคือ ขอให้ลูกอยู่ตามลำพังสักสองเดือน ลูกจะได้ไปยังภูเขา ร้องไห้คร่ำครวญถึงความเป็นพรหมจารีของลูกร่วมกับเพื่อนๆ ของลูก”

38 ท่านจึงตอบว่า “ไปเถิด” และท่านก็ปล่อยเธอไปสองเดือน เธอก็ออกไปกับเพื่อนๆ ของเธอแล้วร้องไห้คร่ำครวญถึงความเป็นพรหมจารีของเธอ

39 อยู่มาเมื่อครบสองเดือนแล้ว เธอก็กลับมาหาบิดาของเธอ และท่านก็ทำกับเธอตามที่ได้บนไว้ เธอยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายใดเลย

40 และก็เป็นธรรมเนียมในอิสราเอลที่บุตรหญิงของอิสราเอลจะไปร้องไห้ไว้ทุกข์ให้บุตรหญิงของเยฟธาห์คนกิเลอาดปีละสี่วัน


3. ความขัดแย้งกับคนเอฟราอิม 12:1-7
1 คนเอฟราอิมถูกเรียกให้รบและยกข้ามไปทางศาโฟน พวกเขาพูดกับเยฟธาห์ว่า “ทำไมท่านยกข้ามไปรบกับคนอัมโมน แต่ไม่เรียกเราไปกับท่านด้วย? เราจะจุดไฟเผาบ้านทับท่านเสีย”

2 เยฟธาห์จึงกล่าวกับพวกเขาว่า “ข้าพเจ้ากับประชาชนของข้าพเจ้าติดการศึกใหญ่กับคนอัมโมน เมื่อข้าพเจ้าเรียกพวกท่านให้ช่วย พวกท่านก็ไม่ได้ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นมือเขาทั้งหลาย

3 เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่าท่านไม่ช่วยข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็เสี่ยงชีวิตของข้าพเจ้าข้ามไปรบกับคนอัมโมน และพระยาห์เวห์ทรงมอบพวกเขาไว้ในมือของข้าพเจ้า วันนี้ท่านทั้งหลายขึ้นมาทำศึกกับข้าพเจ้าเพราะอะไร?”

4 เยฟธาห์จึงรวบรวมคนกิเลอาดทั้งสิ้นสู้รบกับคนเอฟราอิม คนกิเลอาดก็ประหารคนเอฟราอิม เพราะคนเอฟราอิมกล่าวว่า “คนกิเลอาดเอ๋ย พวกเจ้าเป็นคนหลบหนีของเอฟราอิม ท่ามกลางเอฟราอิมและมนัสเสห์”

5 คนกิเลอาดก็เข้ายึดท่าข้ามแม่น้ำจอร์แดนไว้ไม่ให้คนเอฟราอิมข้าม เมื่อคนเอฟราอิมที่หลบหนีคนใดมาบอกว่า “ขอให้ข้ามไปทีเถิด” คนกิเลอาดจะถามเขาว่า “เจ้าเป็นคนเอฟราอิมหรือ?” เมื่อเขาตอบว่า “ไม่ใช่”

6 คนกิเลอาดจะบอกกับคนนั้นว่า “จงพูดคำว่าชิบโบเลท” แต่คนนั้นพูดว่า “สิบโบเลท” เพราะคนเอฟราอิมออกเสียงคำนี้ไม่ชัด พวกเขาจึงจับคนนั้นฆ่าเสียที่ท่าข้าม ครั้งนั้นมีคนเอฟราอิมตาย 42,000 คน
7 เยฟธาห์วินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 6 ปีแล้ว เยฟธาห์คนกิเลอาดก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ในเมืองของท่านในกิเลอาด

J. ประวัติของ อิบซาน เอโลน และ อับโดน 12:8-15
8 อิบซานแห่งเบธเลเฮมได้วินิจฉัยอิสราเอลต่อจากเยฟธาห์

9 ท่านมีบุตรชาย 30 คน และบุตรหญิง 30 คน สำหรับบุตรหญิงนั้น ท่านให้แต่งงานกับคนนอกเผ่าของท่าน และท่านนำบุตรหญิง 30 คนของคนนอกเผ่า มาให้แก่บุตรชายของท่าน ท่านวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 7 ปี

10 แล้วอิบซานก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ที่เบธเลเฮม
11 เอโลนคนเศบูลุนได้วินิจฉัยอิสราเอล 10 ปีต่อจากอิบซาน

12 แล้วเอโลนคนเศบูลุนก็สิ้นชีวิต และถูกฝังไว้ที่อัยยาโลนในเขตแดนของเผ่าเศบูลุน
13 อับโดนบุตรฮิลเลลชาวปิราโธนวินิจฉัยอิสราเอลต่อจากเอโลน
14 ท่านมีบุตรชาย 40 คน และหลานชาย 30 คน ขี่ลาผู้ 70 ตัว ท่านวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 8 ปี

15 แล้วอับโดนบุตรฮิลเลลชาวปิราโธนก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ที่ปิราโธนในแผ่นดินของเอฟราอิม ในแดนเทือกเขาของคนอามาเลข

K. ประวัติของแซมสัน 13:-16:
1. การเกิดของแซมสัน 13:
1.1 การประกาศครั้งแรกของทูตของพระยาห์เวห์ 13:1-7
1 คนอิสราเอลได้ทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์อีก ดังนั้นพระยาห์เวห์จึงทรงมอบพวกเขาไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย 40 ปี
2 มีชายคนหนึ่งเป็นชาวเมืองโศราห์คนเผ่าดาน ชื่อมาโนอาห์ ภรรยาของเขาเป็นหมันไม่มีบุตร
3 ทูตของพระยาห์เวห์มาปรากฏแก่หญิงนั้น กล่าวแก่นางว่า “นี่แน่ะ เจ้าเป็นหมันไม่มีบุตร แต่เจ้าจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย
4 ฉะนั้นบัดนี้จงระวัง อย่าดื่มเหล้าองุ่น หรือของมึนเมา และอย่ากินของมลทินทุกอย่าง
5 เพราะนี่แน่ะ เจ้าจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย อย่าให้มีดโกนถูกศีรษะของเขา เพราะเด็กนั้นจะเป็นนาศีร์แด่พระเจ้าตั้งแต่เกิด และเขาจะเริ่มช่วยกู้คนอิสราเอลให้พ้นจากมือของคนฟีลิสเตีย”
6 หญิงนั้นจึงไปบอกสามีว่า “คนของพระเจ้ามาหาฉัน ลักษณะภายนอกของท่านเหมือนทูตของพระเจ้าน่ากลัวนัก ฉันไม่ได้ถามท่านว่ามาจากไหน และท่านก็ไม่บอกชื่อของท่านแก่ฉัน
7 แต่ท่านบอกฉันว่า ‘นี่แน่ะ เจ้าจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย ฉะนั้นอย่าดื่มเหล้าองุ่นหรือของมึนเมา อย่ากินของมลทินทุกอย่าง เพราะเด็กนั้นจะเป็นนาศีร์แด่พระเจ้าตั้งแต่เกิดจนตาย’ ”

1.2 การประกาศครั้งที่สองของทูตของพระยาห์เวห์ 13:8-23
8 แล้วมาโนอาห์ก็วิงวอนพระยาห์เวห์ว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย โปรดให้คนของพระเจ้าผู้ซึ่งพระองค์ทรงใช้มานั้นมาหาข้าพระองค์ทั้งสองอีก เพื่อสอนพวกข้าพระองค์ว่า ควรทำอย่างไรแก่เด็กที่จะเกิดมานั้น”
9 และพระเจ้าทรงฟังเสียงของมาโนอาห์ และทูตของพระเจ้ามาหาหญิงนั้นอีกเมื่อนางนั่งอยู่ในทุ่งนา แต่มาโนอาห์สามีของนางไม่ได้อยู่ด้วย
10 หญิงนั้นก็รีบวิ่งไปบอกสามีว่า “นี่แน่ะ บุรุษผู้มาหาฉันเมื่อวันก่อนนั้นได้มาปรากฏแก่ฉันอีก”
11 มาโนอาห์ก็ลุกขึ้นตามภรรยาไป เมื่อมาถึงบุรุษนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ท่านเป็นบุรุษผู้ที่พูดกับผู้หญิงคนนี้หรือ?” ผู้นั้นตอบว่า “เราเอง”
12 มาโนอาห์จึงกล่าวว่า “เมื่อถ้อยคำของท่านเป็นจริงแล้ว ชีวิตของเด็กนั้นจะเป็นอย่างไร? และเขาจะทำอะไร?”
13 และทูตของพระยาห์เวห์บอกแก่มาโนอาห์ว่า “ทุกสิ่งที่เราได้บอกหญิงนั้น ก็ให้นางใส่ใจปฏิบัติ
14 อย่าให้นางกินสิ่งใดๆ ที่ได้มาจากเถาองุ่น อย่าให้นางดื่มเหล้าองุ่นหรือของมึนเมา อย่ากินของมลทินทุกอย่าง ให้นางปฏิบัติตามทุกสิ่งที่เราสั่งไว้”
15 มาโนอาห์กล่าวกับทูตของพระยาห์เวห์ว่า “ขอท่านรออยู่ก่อน พวกเราจะไปเตรียมลูกแพะตัวหนึ่งให้ท่าน”
16 ทูตของพระยาห์เวห์บอกมาโนอาห์ว่า “ถึงเจ้าจะให้เรารอ เราก็จะไม่กินอาหารของเจ้า แต่ถ้าเจ้าจะจัดเครื่องบูชาเผาทั้งตัว เจ้าจงถวายแด่พระยาห์เวห์” (เพราะว่ามาโนอาห์ไม่ทราบว่าท่านผู้นั้นเป็นทูตของพระยาห์เวห์)
17 มาโนอาห์ถามทูตของพระยาห์เวห์ว่า “ท่านชื่ออะไร? เพื่อว่าเมื่อถ้อยคำของท่านเป็นจริงแล้ว เราจะได้ให้เกียรติท่าน”
18 ทูตของพระยาห์เวห์บอกเขาว่า “ถามชื่อเราทำไม? ชื่อเราก็อัศจรรย์เกินความเข้าใจของเจ้า”
19 มาโนอาห์ก็เอาลูกแพะกับธัญบูชามาถวายบนศิลาแด่พระยาห์เวห์ ผู้ทรงทำการอัศจรรย์ขณะที่มาโนอาห์และภรรยาเฝ้ามองอยู่
20 และเมื่อเปลวไฟจากแท่นบูชาพลุ่งขึ้นไปสวรรค์ ทูตของพระยาห์เวห์ก็ขึ้นไปตามเปลวไฟแห่งแท่นบูชาขณะเมื่อมาโนอาห์และภรรยาคอยดูอยู่ และพวกเขาก็ซบหน้าลงถึงดิน
21 ทูตของพระยาห์เวห์ไม่ปรากฏแก่มาโนอาห์หรือแก่ภรรยาของเขาอีกเลย แล้วมาโนอาห์จึงทราบว่าผู้นั้นเป็นทูตของพระยาห์เวห์
22 และมาโนอาห์พูดกับภรรยาของตนว่า “เราคงจะตายแน่ๆ เพราะเราได้เห็นพระเจ้า”
23 แต่ภรรยาบอกเขาว่า “ถ้าพระยาห์เวห์ทรงหมายจะฆ่าเราเสีย พระองค์คงจะไม่รับเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและธัญบูชาจากมือของเรา หรือทรงสำแดงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแก่เราหรือประกาศเรื่องเช่นนี้แก่เราในเวลานี้”

1.3 การเกิดของแซมสัน 13:24-25
24 หญิงนั้นก็คลอดบุตรชายและเรียกชื่อเขาว่าแซมสัน เด็กนั้นก็เติบโตขึ้น และพระยาห์เวห์ทรงอวยพรเขา 25 และพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ก็ทรงเริ่มเร้าใจเขา ที่มาหะเนห์ดานระหว่างเมืองโศราห์กับเมืองเอชทาโอล

2. การแต่งงานของแซมสัน 14:-15:
2.1 งานหมั้นของแซมสัน 14:1-9
1 แซมสันได้ลงไปยังเมืองทิมนาห์ และได้เห็นผู้หญิงฟีลิสเตียคนหนึ่งในเมืองทิมนาห์

2 แล้วเขาจึงขึ้นมาบอกบิดามารดาของเขาว่า “ลูกเห็นผู้หญิงฟีลิสเตียคนหนึ่งในเมืองทิมนาห์ บัดนี้ไปขอนางให้เป็นเมียลูกที”

3 แต่บิดาและมารดากล่าวกับเขาว่า “จะหาเมียในหมู่ญาติพี่น้องของเจ้าหรือในชนชาติทั้งหมดของเราไม่ได้หรือ? เจ้าจึงจะไปรับหญิงจากคนฟีลิสเตียที่ไม่เข้าสุหนัตมาเป็นเมียของเจ้า” แต่แซมสันกล่าวกับบิดาว่า “ไปขอนางให้ลูกที เพราะนางต้องตาต้องใจลูกมาก”
4 บิดามารดาไม่ทราบว่า เรื่องนี้เป็นมาจากพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ทรงหาช่องทางที่จะต่อสู้พวกฟีลิสเตีย ในเวลานั้นพวกฟีลิสเตียมีอำนาจเหนืออิสราเอล
5 ส่วนแซมสันก็ลงไปยังเมืองทิมนาห์กับบิดามารดา เมื่อมาถึงสวนองุ่นของทิมนาห์ นี่แน่ะ มีสิงโตหนุ่มตัวหนึ่งคำรามใส่ท่าน

6 พระวิญญาณของพระยาห์เวห์ก็เสด็จมาเหนือท่านอย่างฉับพลัน ท่านจึงฉีกสิงโตออกอย่างคนฉีกลูกแพะ ทั้งที่ไม่มีอะไรในมือ แต่ท่านไม่ได้บอกให้บิดาหรือมารดาทราบว่าท่านได้ทำอะไรไป
7 ท่านก็ลงไปพูดคุยกับหญิงนั้น นางต้องตาต้องใจแซมสันมาก
8 หลายวันต่อมา ท่านก็กลับไปเพื่อรับนางมาเป็นภรรยา ท่านได้แวะไปดูซากสิงโต และนี่แน่ะ มีผึ้งฝูงหนึ่งทำรังอยู่ในซากสิงโตนั้น มีน้ำผึ้งด้วย
9 แซมสันก็ยื่นมือกวาดเอารวงผึ้งมา เดินไปกินไป จนมาถึงบิดามารดา ท่านจึงแบ่งให้บิดามารดากินด้วย แต่ท่านไม่ได้บอกว่า น้ำผึ้งนั้นมาจากซากสิงโต

2.2 การทายปริศนาของแซมสัน 14:10-20
10 แล้วบิดาของท่านก็ลงไปหาหญิงนั้น และแซมสันจัดงานเลี้ยงที่นั่น ดังที่คนหนุ่มๆ เขาทำกัน
11 และเมื่อประชาชนเห็นท่านแล้ว จึงนำเพื่อน 30 คนให้มาอยู่กับท่าน
12 แซมสันกล่าวกับพวกเขาว่า “ให้ข้าทายปริศนาพวกเจ้าสักข้อหนึ่งเถิด ถ้าทายได้ก่อนจบการเลี้ยงเจ็ดวัน ข้าจะให้เสื้อป่านสามสิบชุด และเสื้อเที่ยวงานสามสิบชุดด้วย
13 ถ้าพวกเจ้าทายไม่ได้ ก็ต้องให้เสื้อป่านสามสิบชุดกับเสื้อเที่ยวงานสามสิบชุดแก่ข้า” พวกเขาก็ตอบท่านว่า “ทายมาเถิด เราจะฟัง”
14 ดังนั้นแซมสันจึงกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า
“มีของกินออกมาจากตัวผู้กิน
มีของรสหวานออกมาจากตัวที่แข็งแรง”
ในสามวันพวกเขาก็ยังแก้ปริศนาไม่ได้
15 พอถึงวันที่เจ็ด พวกเขากล่าวกับภรรยาของแซมสันว่า “จงล่อหลอกผัวเจ้าให้แก้ปริศนานี้แก่เรา มิฉะนั้นเราจะเอาไฟเผาเจ้ากับบ้านบิดาของเจ้าเสีย เจ้าเชิญเรามาโดยหวังจะทำให้เรายากจนหรือ?”
16 ภรรยาของแซมสันไปร้องไห้กับแซมสันว่า “เธอเกลียดฉัน เธอไม่รักฉัน เธอทายปริศนาแก่ชาวเมืองของฉัน และเธอก็ไม่แก้ปริศนาให้ฉันฟัง” แซมสันจึงบอกว่า “นี่แน่ะ พ่อแม่ของฉัน ฉันยังไม่บอกเลย จะบอกเธอได้อย่างไร?”
17 นางร้องไห้กับแซมสันตลอดเจ็ดวันซึ่งเป็นวันเลี้ยงกันนั้น ในวันที่เจ็ดแซมสันก็แก้ปริศนาให้นางฟัง เพราะนางพูดคาดคั้นท่าน และนางก็บอกคำแก้ปริศนาให้ชาวเมืองของนาง
18 พอวันที่เจ็ดก่อนดวงอาทิตย์ตก ชาวเมืองจึงบอกแซมสันว่า
“มีอะไรหวานกว่าน้ำผึ้ง?
มีอะไรแข็งแรงกว่าสิงโต?”
แซมสันจึงบอกพวกเขาว่า
“ถ้าเจ้าไม่เอาแม่โคของข้าช่วยไถ
เจ้าคงจะแก้ปริศนาของข้าไม่ได้”

19 แล้วพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ก็เสด็จมาเหนือแซมสันอย่างฉับพลัน ท่านจึงลงไปที่เมืองอัชเคโลน ฆ่าชาวเมืองนั้นเสีย 30 คน ริบเอาข้าวของ และมอบเสื้อเที่ยวงานให้ผู้ที่แก้ปริศนา แล้วท่านกลับไปบ้านของบิดาท่านด้วยความโกรธจัด
20 ส่วนภรรยาของแซมสันนั้นก็ถูกยกให้แก่เพื่อนของแซมสัน ซึ่งเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวนั้นเสีย


2.3 การแก้แค้นของแซมสัน 15:1-8
1 เมื่อล่วงมาหลายวันก็ถึงฤดูเกี่ยวข้าวสาลี แซมสันก็เอาลูกแพะตัวหนึ่งไปเยี่ยมภรรยากล่าวว่า “ข้าจะเข้าไปหาภรรยาของข้าในห้อง” แต่บิดานางไม่ยอมให้เข้าไป

2 บิดานางกล่าวว่า “ข้านึกว่าเจ้าเกลียดชังนางเหลือเกิน ข้าจึงยกนางให้แก่เพื่อนสนิทของเจ้าไป น้องสาวของนางก็สวยกว่านางไม่ใช่หรือ? ขอจงรับน้องสาวแทนพี่เถิด”

3 แซมสันจึงกล่าวกับพวกเขาว่า “ครั้งนี้จะเอาผิดข้าไม่ได้ หากข้าทำร้ายคนฟีลิสเตีย”

4 แซมสันจึงออกไปจับสุนัขจิ้งจอก 300 ตัว ผูกหางติดกันเป็นคู่ๆ แล้วเอาคบเพลิงผูกติดไว้ระหว่างหางทุกๆ คู่

5 พอจุดคบเพลิงแล้วก็ปล่อยเข้าไปในนาของคนฟีลิสเตียที่ข้าวยังตั้งรวงอยู่ ไฟก็ไหม้ฟ่อนข้าว และข้าวที่ยังตั้งรวงอยู่นั้น ทั้งสวนองุ่นและสวนมะกอกด้วย

6 คนฟีลิสเตียจึงถามว่า “ใครทำอย่างนี้?” พวกเขาตอบว่า “แซมสันลูกเขยของคนทิมนาห์ทำ เพราะว่าพ่อตาเอาภรรยาของเขายกให้เพื่อนสนิท” คนฟีลิสเตียก็ขึ้นมาเอาไฟเผานางกับบิดาของนางเสีย

7 แซมสันจึงบอกพวกนั้นว่า “เมื่อเจ้าทั้งหลายทำเช่นนี้ ข้าสาบานจะไม่เลิกราจนกว่าจะได้แก้แค้นพวกเจ้า”

8 แล้วแซมสันก็ฆ่าพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม เป็นการสังหารครั้งใหญ่ แล้วท่านก็ลงไปอาศัยอยู่ที่ช่องศิลาเอตาม

2.4 การฆ่าคนฟีลิสเตียหนึ่งพันคนของแซมสัน 15:9-20
9 คนฟีลิสเตียขึ้นไปตั้งค่ายในยูดาห์ และกระจายกันโจมตีเมืองเลฮี

10 คนยูดาห์จึงถามว่า “ทำไมพวกท่านขึ้นมารบกับเรา?” พวกเขาตอบว่า “เราขึ้นมาจับแซมสัน เพื่อจะทำกับเขาอย่างที่เขาได้ทำกับเรา”

11 คนยูดาห์ 3,000 คนลงไปยังช่องศิลาเอตาม และกล่าวกับแซมสันว่า “เจ้าไม่รู้หรือว่าคนฟีลิสเตียปกครองเรา? เจ้าทำอะไรกับเราเช่นนี้?” ท่านตอบพวกเขาว่า “เขาทำกับข้าอย่างไร ข้าก็ทำกับเขาอย่างนั้น”
12 แล้วเขาทั้งหลายกล่าวกับท่านว่า “เราลงมาเพื่อจับท่านและมอบไว้ในมือคนฟีลิสเตีย” แซมสันจึงบอกพวกเขาว่า “จงสาบานซิ ว่าพวกท่านเองจะไม่ทำร้ายข้า”
13 เขาทั้งหลายตอบท่านว่า “เราจะไม่ทำร้ายท่าน เราจะมัดท่านมอบไว้ในมือของพวกเขาเท่านั้น เราจะไม่ฆ่าท่าน” พวกเขาจึงเอาเชือกใหม่สองเส้นมัดท่านไว้ และพาขึ้นมาจากศิลานั้น
14 เมื่อแซมสันไปถึงเมืองเลฮี คนฟีลิสเตียก็ร้องอึกทึกขณะมาพบท่าน และพระวิญญาณของพระยาห์เวห์เสด็จมาเหนือท่านอย่างฉับพลัน จนเชือกพวนที่มัดแขนของท่านเป็นเหมือนป่านที่ไหม้ไฟ เครื่องจำจองนั้นก็หลุดออกจากมือ
15 ท่านพบกระดูกขากรรไกรลาสดอันหนึ่ง จึงยื่นมือหยิบมา และฆ่าคนเสีย 1,000 คน
16 แซมสันกล่าวว่า
“ด้วยขากรรไกรลา
เป็นกองซ้อนกอง
ด้วยขากรรไกรลา
ข้าได้ฆ่าคนหนึ่งพันเสีย”
17 เมื่อท่านกล่าวจบแล้วก็โยนกระดูกขากรรไกรลาทิ้งไป สถานที่นั้นเขาเรียกกันว่า รามาทเลฮี
18 แซมสันกระหายน้ำมาก จึงร้องทูลพระยาห์เวห์ว่า “พระองค์ประทานการช่วยกู้อันยิ่งใหญ่นี้โดยมือผู้รับใช้ของพระองค์ บัดนี้ข้าพระองค์จะตายเพราะอดน้ำ และตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่เข้าสุหนัตหรือ?”
19 พระเจ้าจึงทรงเปิดช่องที่อยู่ในเมืองเลฮีให้น้ำไหลออกมาจากที่นั้น ท่านก็ดื่มและจิตวิญญาณก็สดชื่นฟื้นขึ้นอีก เพราะฉะนั้นที่แห่งนั้นจึงเรียกชื่อว่า เอนหักโคร์ อยู่ที่เลฮีจนถึงทุกวันนี้
20 และท่านวินิจฉัยอิสราเอลในสมัยของคนฟีลิสเตีย 20 ปี

3. การทำงานในกาซาของแซมสัน 16:1-3
1 แซมสันไปยังเมืองกาซา ที่นั่นท่านเห็นหญิงโสเภณีคนหนึ่ง ก็เข้าไปนอนด้วย

2 มีคนบอกชาวกาซาว่า “แซมสันมาที่นี่แล้ว” พวกเขาก็ล้อมที่นั้นไว้และซุ่มคอยอยู่เงียบๆ ที่ประตูเมืองตลอดคืน กล่าวว่า “ให้เรารออยู่จนรุ่งเช้า แล้วเราจะฆ่าเขาเสีย”

3 แต่แซมสันนอนอยู่จนถึงเที่ยงคืน พอถึงเที่ยงคืนท่านก็ลุกขึ้น จับประตูเมืองและเสาสองต้น ถอนออกพร้อมทั้งดาลประตูใส่บ่าแบกไปถึงยอดเขาซึ่งอยู่ตรงหน้าเมืองเฮโบรน

4. แซมสันกับนางเดลิลาห์ 16:4-22
4 ต่อมาภายหลัง แซมสันไปรักผู้หญิงคนหนึ่งที่หุบเขาโสเรก นางชื่อเดลิลาห์

5 พวกเจ้านายฟีลิสเตียก็ขึ้นไปหานางและพูดกับนางว่า “จงล่อหลอกเขาดูว่ากำลังมหาศาลของเขาอยู่ที่ไหน และทำอย่างไรเราจึงจะพิชิตเขาได้ เพื่อเราจะได้มัดเขาให้หมดฤทธิ์ แล้วเราทุกคนจะให้เงินเจ้าคนละ 1,100 แผ่น”

6 เดลิลาห์จึงกล่าวกับแซมสันว่า “โปรดบอกฉันหน่อยเถอะว่ากำลังมหาศาลของเธออยู่ที่ไหน? จะมัดเธอไว้ด้วยอะไร? เธอจึงจะหมดฤทธิ์”

7 แซมสันจึงบอกนางว่า “ถ้าพวกเขามัดฉันด้วยสายธนูสดที่ยังไม่แห้งเจ็ดเส้น ฉันจะหมดแรงเหมือนกับชายอื่นๆ ”

8 แล้วเจ้านายฟีลิสเตียก็เอาสายธนูสดที่ยังไม่แห้งเจ็ดเส้นมาให้นาง นางก็เอามามัดท่านไว้

9 นางให้คนซุ่มอยู่ที่ห้องชั้นใน นางก็บอกท่านว่า “แซมสัน คนฟีลิสเตียมาจับเธอแล้ว” แซมสันก็ดึงสายธนูที่มัดนั้นขาดเหมือนเชือกป่านขาดเมื่อถูกไฟ ดังนั้นเรื่องกำลังของท่านจึงยังไม่มีใครล่วงรู้
10 เดลิลาห์กล่าวกับแซมสันว่า “ดูสิ เธอหลอกฉัน เธอโกหกฉัน ตอนนี้บอกฉันหน่อยว่าจะมัดเธออย่างไรจึงจะอยู่”

11 ท่านก็ตอบนางว่า “ถ้าเอาเชือกใหม่ที่ยังไม่เคยใช้มามัดฉัน ฉันก็จะหมดแรงเหมือนชายอื่น”

12 เดลิลาห์จึงเอาเชือกใหม่มัดท่านไว้แล้วบอกท่านว่า “แซมสัน คนฟีลิสเตียมาจับเธอแล้ว” และมีคนซุ่มคอยอยู่ในห้องชั้นใน แต่ท่านก็ดึงเชือกออกจากแขนเหมือนดึงเส้นด้าย
13 เดลิลาห์กล่าวกับแซมสันว่า “เธอหลอกฉันเรื่อยมาจนถึงเดี๋ยวนี้ เธอโกหกฉัน บอกฉันเถอะว่า จะมัดเธออย่างไรจึงจะอยู่” ท่านจึงบอกนางว่า “ถ้าเธอเอาผมทั้งเจ็ดปอยของฉันทอเข้ากับด้ายเส้นยืน กระทกด้วยฟืมให้แน่นแล้วฉันก็จะหมดแรงเหมือนกับชายอื่น”
14 ฉะนั้นเมื่อท่านหลับอยู่ เดลิลาห์จึงเอาผมทั้งเจ็ดปอยทอเข้าด้ายเส้นยืน กระทกด้วยฟืมให้แน่น แล้วนางบอกท่านว่า “แซมสัน คนฟีลิสเตียมาจับเธอแล้ว” ท่านก็ตื่นขึ้นดึงฟืม หูกและด้ายเส้นยืนออกไปหมด
15 นางจึงกล่าวกับแซมสันว่า “เธอพูดได้อย่างไรว่า ‘ฉันรักเธอ’ เมื่อใจของเธอไม่ได้อยู่กับฉันเลย เธอหลอกฉันสามครั้งแล้ว และเธอไม่ได้บอกฉันว่า กำลังมหาศาลของเธออยู่ที่ไหน”
16 อยู่มาเมื่อนางพูดคาดคั้นท่านวันแล้ววันเล่า และรบเร้าท่านอยู่ทุกวัน จิตใจของแซมสันก็เบื่อแทบจะตาย
17 จึงบอกความจริงในใจของท่านแก่นางจนสิ้นว่า “มีดโกนยังไม่เคยถูกศีรษะของฉัน เพราะฉันเป็นนาศีร์แด่พระเจ้าตั้งแต่คลอดจากท้องแม่ ถ้าโกนผมฉันแล้วกำลังก็จะหมดไปจากฉัน ฉันก็จะหมดแรงเหมือนชายอื่น”
18 เมื่อเดลิลาห์เห็นว่าแซมสันบอกความจริงในใจแก่นางจนสิ้นแล้ว นางจึงใช้คนไปเรียกพวกเจ้านายฟีลิสเตียว่า “ขอจงขึ้นมาอีกครั้งเดียว เพราะเขาบอกความจริงในใจแก่ฉันจนสิ้นแล้ว” แล้วเจ้านายฟีลิสเตียก็ขึ้นมาหานางถือเงินมาด้วย
19 นางก็ให้แซมสันนอนอยู่บนตักของนาง แล้วนางก็เรียกชายคนหนึ่งให้มาโกนผมเจ็ดปอยออกจากศีรษะของท่าน นางก็เริ่มกำจัดท่าน กำลังของท่านก็หายไป
20 นางจึงบอกว่า “แซมสัน คนฟีลิสเตียมาจับเธอแล้ว” ท่านก็ตื่นขึ้นจากหลับบอกว่า “ฉันจะออกไปอย่างครั้งก่อนๆ และสลัดตัวให้หลุดไป” ท่านไม่ทราบว่าพระยาห์เวห์ได้ทรงละท่านไปเสียแล้ว
21 คนฟีลิสเตียก็มาจับท่านและควักลูกตาทั้งสองข้างของท่านเสีย แล้วนำท่านลงมายังเมืองกาซา เอาตรวนทองสัมฤทธิ์ล่ามไว้ และให้ท่านโม่แป้งอยู่ในเรือนจำ
22 ตั้งแต่โกนผมแล้ว ผมบนศีรษะของท่านก็ค่อยๆ งอกขึ้นมา

5. ชีวิตสุดท้ายของแซมสัน 16:23-31
23 เจ้านายฟีลิสเตียประชุมกันเพื่อถวายเครื่องสัตวบูชายิ่งใหญ่แด่พระดาโกนพระเจ้าของเขาทั้งหลายและชื่นชมยินดี เพราะพวกเขากล่าวว่า “พระเจ้าของเราได้มอบแซมสันศัตรูของเราไว้ในมือเราแล้ว”

24 เมื่อประชาชนเห็นแซมสันก็สรรเสริญพระเจ้าของตนว่า “พระเจ้าของเราได้มอบศัตรูของเราไว้ในมือของเราแล้ว คือผู้ทำลายแผ่นดินของเราและสังหารพวกเราเป็นอันมาก”

25 เมื่อจิตใจของพวกเขาร่าเริงแล้ว เขาทั้งหลายจึงพูดว่า “จงเรียกแซมสันมาเล่นตลกให้เราดู” พวกเขาจึงไปเรียกแซมสันออกมาจากเรือนจำ แซมสันก็มาเล่นตลกต่อหน้าเขาทั้งหลาย พวกเขาให้ท่านยืนอยู่ระหว่างเสา

26 แซมสันจึงบอกเด็กหนุ่มที่จูงมือตนมาว่า “พาฉันไปคลำเสาที่รองรับตึกนี้อยู่ ฉันจะได้พิงเสานั้น”

27 มีผู้ชายและผู้หญิงอยู่เต็มตึกนั้น เจ้านายฟีลิสเตียก็อยู่ที่นั่นทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีชายหญิงประมาณ 3,000 คนบนหลังคาตึก ดูแซมสันเล่นตลก
28 แซมสันก็ร้องทูลพระยาห์เวห์ว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย ขอทรงระลึกถึงข้าพระองค์ ขอประทานกำลังแก่ข้าพระองค์ครั้งนี้อีกครั้งเดียว เพื่อข้าพระองค์จะได้แก้แค้นคนฟีลิสเตียเพื่อตาสองข้างของข้าพระองค์”
29 แซมสันก็จับเสากลางสองต้นที่รองรับตึกนั้นไว้และพิงที่เสานั้น มือขวายันเสาต้นหนึ่ง มือซ้ายยันเสาอีกต้นหนึ่ง
30 แซมสันกล่าวว่า “ขอให้ข้าตายกับคนฟีลิสเตียเถิด” แล้วก็โน้มตัวลงด้วยกำลังทั้งสิ้นของตน ตึกนั้นก็พังทับเจ้านาย และประชาชนทุกคนที่อยู่ในนั้น ดังนั้นคนที่ท่านฆ่าเมื่อท่านตายนี้ก็มากกว่าคนที่ท่านฆ่าเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่
31 แล้วพี่น้องและครอบครัวบิดาของท่านทั้งสิ้นก็ลงมารับศพของท่านไปฝังไว้ระหว่างเมืองโศราห์กับเมืองเอชทาโอล ในที่ฝังศพของมาโนอาห์บิดาของท่าน ท่านได้วินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 20 ปี


III. เรื่องที่เพิ่มเติมเข้ามา – เผ่าดานย้ายไปทางเหนือ และความชั่วร้ายของคนเบนยามิน 17:-21:
A. การโยกย้ายไปทางภาคเหนือของเผ่าดาน 17:-18:
1. รูปเคารพในบ้านของมีคาห์ 17:1-6
1 มีชายคนหนึ่งเป็นชาวเทือกเขาเอฟราอิม ชื่อมีคาห์

2 เขาพูดกับมารดาว่า “เงิน 1,100 แผ่นซึ่งมีคนลักไปจากแม่ และแม่ก็ได้แช่งสาป และพูดเข้าหูลูกนั้น นี่แน่ะ เงินนั้นอยู่ที่ลูก ลูกเอาไปเอง” มารดาจึงพูดว่า “ขอพระยาห์เวห์ทรงอวยพรลูกเถิด”

3 เขาจึงนำเงิน 1,100 แผ่นนั้นมาคืนมารดา และมารดาพูดว่า “เงินนี้แม่ขอถวายแด่พระยาห์เวห์เพื่อลูก ให้ทำเป็นรูปแกะสลักและรูปหล่อโลหะ บัดนี้แม่จะคืนมันให้เจ้า”

4 เมื่อมีคาห์คืนเงินให้มารดาแล้ว มารดาก็นำเงิน 200 แผ่นมอบให้ช่างเงิน ทำเป็นรูปแกะสลักและรูปหล่อโลหะ รูปนั้นอยู่ในบ้านของมีคาห์

5 มีคาห์คนนี้มีสถานที่บูชาพระแห่งหนึ่ง เขาทำเอโฟด และรูปเคารพประจำบ้าน และแต่งตั้งบุตรคนหนึ่งของเขาเป็นปุโรหิต

6 ในสมัยนั้นไม่มีกษัตริย์ในอิสราเอล ทุกคนก็ทำตามที่ตนเองเห็นชอบ

2. ปุโรหิตของมีคาห์ 17:7-13
7 มีชายหนุ่มคนหนึ่งจากเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ จากดินแดนของเผ่ายูดาห์ เขาเป็นพวกเลวี อาศัยอยู่ที่นั่น

8 ชายนั้นก็ออกจากเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ เที่ยวหาที่เพื่อพักอาศัย แล้วเขาก็มาถึงแดนเทือกเขาเอฟราอิมและเดินทางต่อไปยังบ้านของมีคาห์

9 มีคาห์จึงถามเขาว่า “ท่านมาจากไหน?” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นพวกเลวีจากเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ ข้าพเจ้าเที่ยวหาที่เพื่อพักอาศัย”

10 มีคาห์จึงกล่าวกับเขาว่า “จงอยู่กับข้าพเจ้าเถิด และจงเป็นบิดาและปุโรหิตของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าเองจะให้เงินท่านปีละ 10 แผ่น ให้เสื้อผ้าสำรับหนึ่ง และอาหารด้วย” คนเลวีนั้นจึงเข้าไป

11 คนเลวีนั้นก็พอใจที่จะอยู่กับมีคาห์ และคนเลวีก็เป็นเหมือนลูกคนหนึ่งของเขา

12 มีคาห์ก็แต่งตั้งคนเลวี และชายหนุ่มนั้นก็เป็นปุโรหิตของเขา และอยู่ในบ้านของมีคาห์

13 มีคาห์กล่าวว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าทราบแล้วว่าพระยาห์เวห์จะทรงดีต่อข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามีเลวีคนหนึ่งเป็นปุโรหิต”

3. การออกสำรวจภาคเหนือของเผ่าดาน 18:1-10
1 ในสมัยนั้นไม่มีกษัตริย์ในอิสราเอล และในสมัยนั้นคนเผ่าดานยังแสวงหาที่ดินอันจะเป็นมรดกของตนเพื่อจะได้พักอาศัย เพราะจนบัดนั้นแล้วมรดกในเผ่าอิสราเอลยังไม่ตกแก่เขา

2 ดังนั้นคนดานจึงส่งคนกล้าหาญ 5 คนจากตระกูลทั้งสิ้นของตนจากเมืองโศราห์ และเมืองเอชทาโอลไปสอดแนมและสำรวจดูแผ่นดินนั้น และคนดานสั่งพวกเขาว่า “จงไปสำรวจดูแผ่นดินนั้น” พวกเขาก็มาถึงแดนเทือกเขาเอฟราอิม ยังบ้านของมีคาห์และค้างแรมที่นั่น

3 เมื่อเขาทั้งหลายอยู่ใกล้บ้านของมีคาห์ เขาก็จำเสียงเลวีหนุ่มคนนั้นได้ จึงแวะเข้าไปถามว่า “ใครพาท่านมาที่นี่? ท่านทำอะไรในที่นี้? ท่านมีธุระอะไรที่นี่?”

4 เขาตอบคนเหล่านั้นว่า “มีคาห์ทำแก่ข้าพเจ้า อย่างนี้ อย่างนี้ เขาจ้างข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเป็นปุโรหิตของเขา”

5 คนเหล่านั้นก็พูดกับเขาว่า “โปรดทูลถามพระเจ้าให้หน่อยเถิด เพื่อเราจะทราบว่าทางที่เราจะไปนี้จะสำเร็จหรือไม่” 6 ปุโรหิตนั้นจึงตอบเขาทั้งหลายว่า “จงไปเป็นสุขเถิด หนทางที่ท่านไปจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์”
7 ชาย 5 คนก็ไปถึงเมืองลาอิช เห็นประชาชนในเมืองนั้น อยู่อย่างสบายตามวิสัยคนไซดอน คืออย่างสงบสุขไร้กังวล ไม่ขาดแคลนอะไรในดินแดนนี้ และมีทรัพย์สมบัติประชาชนนั้นอยู่ห่างไกลจากคนไซดอน อีกทั้งไม่คบค้ากับคนอื่นเลย

8 เมื่อคนทั้งห้ากลับมาถึงญาติพี่น้องที่เมืองโศราห์และเมืองเอชทาโอล ญาติพี่น้องจึงถามพวกเขาว่า “เจ้าพบอะไรบ้าง?”

9 พวกเขาตอบว่า “จงลุกขึ้น ให้เราขึ้นไปรบกับพวกนั้นเถิด เพราะเราได้เห็นแผ่นดินนั้นแล้ว นี่แน่ะ มันดีจริงๆ ท่านทั้งหลายจะเฉยอยู่ทำไม? อย่าชักช้าที่จะไปยึดครองแผ่นดินนั้นเลย

10 เมื่อท่านทั้งหลายไปแล้วจะพบประชาชนที่ไม่หวาดระแวงอะไร และแผ่นดินกว้างขวาง เพราะพระเจ้าทรงมอบมันไว้ในมือของท่านทั้งหลายแล้ว เป็นสถานที่ซึ่งไม่ขาดสิ่งใดในโลก”

4. เผ่าดานกับมีคาห์ 18:11-26
11 คนจากเผ่าดาน 600 คน คาดอาวุธสงครามยกออกจากเมืองโศราห์และเมืองเอชทาโอล

12 เขาทั้งหลายยกขึ้นไปตั้งค่ายอยู่ที่คีริยาทเยอาริมในยูดาห์ เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกที่นั่นว่า มาหะเนห์ดาน จนถึงทุกวันนี้ เมืองนี้อยู่ทางทิศตะวันตกของคีริยาทเยอาริม

13 พวกเขายกผ่านที่นั่นไปยังแดนเทือกเขาเอฟราอิมมาถึงบ้านของมีคาห์
14 แล้วชาย 5 คนที่ไปสอดแนมดูแผ่นดินลาอิชก็บอกกับพี่น้องของตนว่า “ท่านทราบไหมว่าในบ้านเหล่านี้มีเอโฟด รูปเคารพประจำบ้าน รูปแกะสลัก และรูปหล่อโลหะ ฉะนั้นจงคิดดูว่า ท่านทั้งหลายจะทำอะไร?”

15 เขาทั้งหลายก็แวะบ้านของเลวีหนุ่มคนนั้น คือบ้านของมีคาห์ และถามดูทุกข์สุขของเขา

16 ส่วนคน 600 คนจากเผ่าดานซึ่งคาดอาวุธสงคราม ยืนอยู่ที่ทางเข้าประตู

17 ชาย 5 คนที่ไปสอดแนมดูแผ่นดินนั้น ก็เดินขึ้นไปนำเอารูปแกะสลัก เอโฟด รูปเคารพประจำบ้าน และรูปหล่อโลหะไป ขณะที่ปุโรหิตยืนอยู่ที่ทางเข้าประตู กับทหารคาดอาวุธสงคราม 600 คนนั้น

18 เมื่อคนเหล่านี้เข้าไปในบ้านของมีคาห์ นำเอารูปแกะสลัก เอโฟด รูปเคารพประจำบ้าน และรูปหล่อโลหะนั้น ปุโรหิตถามพวกเขาว่า “ท่านกำลังทำอะไรกัน?”

19 คนเหล่านั้นจึงตอบเขาว่า “เงียบๆ ไว้ เอามือปิดปากเสีย มากับเราเถิด มาเป็นบิดา และปุโรหิตของเรา ท่านจะเป็นปุโรหิตในบ้านของชายคนเดียวดี หรือจะเป็นปุโรหิตของเผ่าหนึ่งและตระกูลหนึ่งในอิสราเอลดีกว่า”

20 ใจของปุโรหิตก็ยินดี เขาจึงเอาเอโฟด รูปเคารพประจำบ้าน และรูปแกะสลัก เดินไปในหมู่ประชาชน
21 แล้วพวกเขาก็กลับออกไปและจัดให้เด็กเล็กๆ ฝูงปศุสัตว์และทรัพย์สินอยู่ข้างหน้า

22 เมื่อไปห่างจากบ้านมีคาห์แล้ว คนที่อยู่ในบ้านใกล้เคียงกับบ้านของมีคาห์ก็ร่วมติดตามจนทันคนดาน

23 จึงตะโกนเรียกคนดาน พวกเขาก็หันกลับมา พูดกับมีคาห์ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหรือ? จึงยกคนมามากมายอย่างนี้”

24 มีคาห์ตอบว่า “ท่านทั้งหลายเอาพระต่างๆ ซึ่งข้าพเจ้าทำขึ้นและเอาปุโรหิตไป ข้าพเจ้าจะมีอะไรเหลืออยู่เล่า? ท่านทั้งหลายยังจะมาถามข้าพเจ้าอีกว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?’ ”

25 คนดานจึงตอบเขาว่า “อย่าให้เราได้ยินเสียงของเจ้าเลย เกลือกว่าคนขี้โมโหจะเล่นงานเจ้าเข้า เจ้าและครอบครัวก็จะเสียชีวิตไป”

26 ดังนั้นคนดานก็เดินทางต่อไป เมื่อมีคาห์เห็นว่าเขาเหล่านั้นมีกำลังมากกว่า จึงหันกลับไปบ้านของตน

5. การบุกยึดลาอีร์ของเผ่าดาน 18:27-31
27 คนเผ่าดานเอาของที่มีคาห์ทำขึ้น และเอาปุโรหิตซึ่งเป็นของเขาไปด้วย แล้วพวกเขามาถึงเมืองลาอิช มาถึงประชาชนที่อยู่อย่างสงบสุขไร้กังวล พวกเขาได้ประหารคนเหล่านั้น ด้วยคมดาบและเอาไฟเผาเมืองนั้นเสีย

28 ไม่มีผู้ใดมาช่วยเหลือ เพราะเมืองลาอิชอยู่ไกลจากเมืองไซดอน และประชาชนก็ไม่ได้คบค้ากับคนอื่น อีกทั้งเมืองนั้นอยู่ในหุบเขาใกล้เมืองเบธเรโหบ คนดานก็สร้างเมืองใหม่ และอาศัยอยู่ที่นั่น

29 และตั้งชื่อเมืองนั้นว่าดาน ตามชื่อดานบรรพบุรุษของพวกเขา ผู้เป็นบุตรของอิสราเอล แต่เมื่อก่อนเมืองนั้นมีชื่อว่า ลาอิช

30 คนดานตั้งรูปแกะสลักไว้สำหรับตน ส่วนโยนาธานบุตรเกอร์โชม บุตรของโมเสส ทั้งท่านและบรรดาบุตรชายของท่านก็เป็นปุโรหิตให้แก่คนเผ่าดาน จนถึงสมัยที่แผ่นดินตกไปเป็นเชลย

31 พวกเขาตั้งรูปแกะสลักซึ่งมีคาห์ได้ทำไว้นั้น ตลอดเวลาที่พระนิเวศของพระเจ้าอยู่ที่เมืองชิโลห์
B. ความชั่วร้ายของเผ่าเบนยามิน 19:-21:
1. ความชั่วร้ายของเผ่าเบนยามิน 19:
1.1 การเยี่ยมเบธเลเฮมของคนเลวี 19:1-9
1 อยู่มาในสมัยนั้น ไม่มีกษัตริย์ในอิสราเอล ยังมีคนเลวีคนหนึ่งอาศัยอยู่ในแดนไกลโพ้นแห่งเทือกเขาเอฟราอิม เขารับหญิงคนหนึ่งจากเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์มาเป็นภรรยาน้อย

2 แต่ภรรยาน้อยนอกใจเขาและทิ้งเขากลับไปอยู่บ้านบิดาของนางที่เมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ นางอยู่ที่นั่นได้สี่เดือน

3 สามีของนางก็ลุกขึ้นไปตามนาง เพื่อพูดกับนางดีๆ ให้นางกลับมา เขาเอาคนใช้คนหนึ่งและลาคู่หนึ่งไปด้วย นางพาเขาเข้าบ้านบิดาของนาง เมื่อบิดาของหญิงสาวนั้นเห็นเข้าก็ยินดีที่พบเขา

4 พ่อตาของเขาคือบิดาของหญิงสาวนั้นได้หน่วงเหนี่ยวเขา ดังนั้นเขาพักอยู่ด้วยสามวัน เขากิน ดื่ม และค้างแรมที่นั่น

5 พอถึงวันที่สี่ เขาทั้งหลายก็ตื่นขึ้นแต่เช้ามืด และคนนั้นลุกขึ้นจะไป แต่บิดาของหญิงสาวพูดกับบุตรเขยว่า “กินอาหารสักหน่อยให้มีกำลัง แล้วค่อยไป”

6 เขาทั้งคู่ก็นั่งลงกินและดื่มด้วยกัน และบิดาของหญิงสาวก็บอกชายนั้นว่า “ขอค้างอีกสักคืนเถิด ทำใจให้เบิกบาน”

7 เมื่อชายนั้นลุกขึ้นจะไป พ่อตาก็ชักชวนไว้ จนเขาต้องค้างคืนที่นั่นอีก

8 ในวันที่ห้าเขาก็ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อจะออกเดินทางไป บิดาของหญิงนั้นพูดว่า “พักให้สดชื่นและคอยจนบ่ายก่อนเถิด” เขาทั้งคู่ก็กินด้วยกัน

9 เมื่อชายนั้นและภรรยาน้อยกับคนใช้ลุกขึ้นจะจากไป พ่อตาของเขาคือบิดาของหญิงนั้นก็บอกเขาว่า “นี่แน่ะ นี่ก็บ่ายใกล้ค่ำแล้ว ขอค้างอยู่อีกคืนหนึ่งเถิด ดูสิ จะสิ้นวันอยู่แล้ว ค้างคืนที่นี่เถิด เพื่อใจของเจ้าจะเบิกบาน แล้วพรุ่งนี้พวกเจ้าจะได้ตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทาง เจ้าจะได้ไปบ้าน”

1.2 กิเบอาห์กับเมียน้อยของคนเลวี 19:10-21
10 แต่ชายนั้นไม่ยอมค้างคืน เขาจึงลุกขึ้นเดินทางไปพร้อมกับภรรยาน้อยและลาคู่หนึ่งที่ผูกอาน จนถึงที่ตรงข้ามเมืองเยบุส (คือเยรูซาเล็ม)

11 เมื่อพวกเขามาใกล้เมืองเยบุสก็บ่ายมากแล้ว คนใช้จึงเรียนนายของเขาว่า “ให้เราแวะเข้าเมืองนี้ของคนเยบุสเถิด และให้เราค้างคืนอยู่ในเมืองนี้แหละ”

12 แต่นายของเขาตอบว่า “พวกเราจะไม่แวะเข้าเมืองของคนต่างด้าว ผู้ไม่ใช่คนอิสราเอล แต่จะผ่านไปยังเมืองกิเบอาห์”

13 เขาจึงบอกคนใช้ว่า “ไปเถิด ให้พวกเราเข้าไปใกล้ที่เหล่านี้แห่งหนึ่ง และค้างในเมืองกิเบอาห์หรือเมืองรามาห์”

14 เขาทั้งหลายจึงผ่านไป เมื่อพวกเขามาใกล้เมืองกิเบอาห์ซึ่งเป็นของคนเบนยามินดวงอาทิตย์ก็ตกแล้ว

15 พวกเขาจึงแวะเข้าไปจะค้างคืนในเมืองกิเบอาห์ เขาก็เข้าไปนั่งอยู่ที่ลานเมือง เพราะไม่มีใครเชิญพวกเขาเข้าไปค้างในบ้าน
16 ในเย็นวันนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งเข้ามาเมื่อเลิกงานจากไร่นาแล้ว ชายนั้นมาจากแดนเทือกเขาเอฟราอิมมาอาศัยอยู่ในเมืองกิเบอาห์ ส่วนชาวเมืองนั้นเป็นคนเบนยามิน

17 เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นคนเดินทางที่ลานเมือง ผู้อาวุโสจึงถามว่า “ท่านมาจากไหน? และจะไปไหน?”
18 เขาตอบว่า “พวกเราเดินทางจากเบธเลเฮมในยูดาห์ จะไปที่แดนไกลโพ้นแห่งเทือกเขาเอฟราอิมซึ่งข้าพเจ้ามาจากที่นั่น ข้าพเจ้าไปเบธเลเฮมในยูดาห์มา และข้าพเจ้ากำลังจะไปยังพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ไม่มีใครเชิญข้าพเจ้าเข้าไปพักในบ้านเลย

19 พวกเรามีฟางและอาหารสำหรับลา อีกทั้งอาหารและเหล้าองุ่นสำหรับข้าพเจ้าและภรรยากับคนรับใช้ที่อยู่ด้วย พวกเราไม่ขาดสิ่งใดเลย”

20 ผู้อาวุโสจึงพูดว่า “สันติสุขจงมีแก่ท่านเถิด ถ้าท่านขาดสิ่งใด ข้าพเจ้าขอเป็นธุระทั้งสิ้น เพียงแต่อย่าค้างคืนที่ลานเมืองเลย”

21 เขาจึงพาชายนั้นเข้าบ้าน เอาอาหารให้ลา ต่างก็ล้างเท้าของตน แล้วก็กินและดื่ม

1.3 ความชั่วร้ายของชาวกิเบอาห์ 19:22-30
22 ขณะที่พวกเขากำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น นี่แน่ะ คนเมืองนั้นที่เป็นคนอันธพาลมาล้อมบ้านไว้ ทุบประตู ร้องบอกผู้อาวุโสผู้เป็นเจ้าของบ้านว่า “ส่งชายที่เข้ามาอยู่ในบ้านของแกมาให้เราข่มขืน”

23 ชายเจ้าของบ้านก็ออกไปพูดกับพวกเขาว่า “อย่าเลย พี่น้องเอ๋ย ขอทีอย่าทำชั่วเช่นนี้เลย เมื่อชายคนนี้มาอาศัยบ้านของข้าแล้ว อย่าทำเรื่องบัดสีเลย

24 นี่แน่ะ นี่คือลูกสาวพรหมจารีของข้าและเมียน้อยของเขา ข้าจะพาออกมาให้ท่านเดี๋ยวนี้ จงข่มขืนหรือทำอะไรก็ได้ตามใจชอบเถิด แต่อย่าทำเรื่องบัดสีกับชายคนนี้เลย”

25 แต่คนเหล่านั้นไม่ยอมฟังเสียง ชายนั้นจึงฉวยภรรยาน้อยของตนผลักนางออกไปให้พวกเขา เขาทั้งหลายก็ข่มขืนนางอย่างทารุณตลอดคืนจนรุ่งเช้า พอรุ่งสาง พวกเขาก็ปล่อยนางไป

26 เมื่อฟ้าแจ้ง ผู้หญิงนั้นก็กลับมาล้มลงที่ประตูบ้านของชายนั้นซึ่งสามีของตนพักอยู่นอนที่นั่นจนสว่าง
27 รุ่งเช้า สามีของนางก็ลุกขึ้นเปิดประตูบ้านเพื่อจะออกเดินทาง นี่แน่ะ ภรรยาน้อยของเขานอนอยู่ที่ประตูบ้านโดยมืออยู่ที่ธรณีประตู

28 เขาจึงบอกนางว่า “ลุกขึ้นไปกันเถิด” แต่ไม่มีคำตอบ เขาจึงเอานางขึ้นหลังลา ชายนั้นก็ลุกขึ้นเดินทางไปบ้านของตน

29 เมื่อถึงบ้านแล้ว ก็เอามีดหั่นศพนางออกเป็นท่อนๆ ได้สิบสองท่อนแล้วจึงส่งไปทั่วเขตแดนอิสราเอล

30 ทุกคนที่เห็นก็พูดว่า “เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครเคยพบเคยเห็นตั้งแต่สมัยคนอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์จนถึงวันนี้ จงตรึกตรองปรึกษากันดูแล้วก็ว่ากันไปเถิด”

2. การลงโทษของคนอิสราเอลกับคนเบนยามิน 20:
2.1 การประชุมของคนอิสราเอลที่มิสปาห์ 20:1-11
1 คนอิสราเอลทั้งหมดตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบา ทั้งแผ่นดินกิเลอาดก็ออกมา ชุมนุมชนนั้นได้ประชุมเป็นใจเดียวกันต่อพระยาห์เวห์ที่เมืองมิสปาห์

2 ผู้นำของประชาชนทั้งสิ้นคือของทุกเผ่าในอิสราเอล ได้ปรากฏตัวในที่ประชุมแห่งประชากรของพระเจ้า มีทหารราบถือดาบ 400,000 คน

3 (ครั้งนั้นคนเบนยามินได้ยินว่าคนอิสราเอลได้ขึ้นไปยังมิสปาห์) คนอิสราเอลกล่าวว่า “บอกเรามาว่า เรื่องชั่วร้ายนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?”

4 คนเลวีสามีของหญิงที่ถูกฆ่านั้นตอบว่า “ตัวข้าพเจ้าและภรรยาน้อยมาถึงเมืองกิเบอาห์ซึ่งเป็นของเบนยามินเพื่อจะค้างคืนที่นั่น

5 ในคืนนั้นชาวเมืองกิเบอาห์ก็ลุกขึ้นล้อมบ้านที่ข้าพเจ้าพักอยู่ พวกเขาหมายจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย พวกเขาข่มขืนภรรยาน้อยของข้าพเจ้าจนตาย

6 ข้าพเจ้าจึงนำศพนางมาหั่นเป็นท่อนๆ ส่งไปทั่วดินแดนที่เป็นมรดกของอิสราเอล เพราะพวกเขาทำเรื่องชั่วและเรื่องบัดสีในอิสราเอล

7 นี่แน่ะ ท่านทุกคนผู้เป็นคนอิสราเอล จงให้คำแนะนำและคำปรึกษา ณ ที่นี่เถิด”
8 ประชาชนทุกคนก็ลุกขึ้นกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราจะไม่กลับไปเต็นท์ เราจะไม่กลับไปบ้าน
9 แต่นี่คือสิ่งที่เราจะทำกับเมืองกิเบอาห์ เราจะ จับฉลากยกขึ้นไป รบกับเมืองนั้น
10 เราจะเลือกคนอิสราเอลทุกเผ่าคัดเอาร้อยละสิบคน พันละร้อย หมื่นละพันให้ไปหาเสบียงอาหาร มาให้กองทัพ เพื่อเขาทั้งหลายจะตอบสนองความบัดสีทั้งสิ้น ซึ่งพวกกิเบอาห์ทำขึ้นในอิสราเอล เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงเมืองกิเบอาห์ของเผ่าเบนยามิน”
11 คนอิสราเอลทั้งสิ้นก็ร่วมใจกันยกไปสู้เมืองนั้น

2.2 การลงโทษคนเบนยามิน 20:12-48
12 เผ่าต่างๆ ของอิสราเอลก็ส่งคนไปถามทั่วเผ่าเบนยามินว่า “ความชั่วช้านี้ซึ่งเกิดขึ้นในพวกท่านคืออะไร?
13 ฉะนั้นบัดนี้ จงมอบตัวพวกคนอันธพาลในเมืองกิเบอาห์มาให้เราประหารชีวิตเสีย เราจะได้กำจัดความชั่วเสียจากอิสราเอล” แต่คนเบนยามินไม่ยอมฟังเสียงคนอิสราเอลพี่น้องของตน
14 คนเบนยามินจากเมืองต่างๆ มารวมกันไปยังเมืองกิเบอาห์ เพื่อยกออกไปทำสงครามกับคนอิสราเอล
15 คราวนั้นคนเบนยามินจากเมืองต่างๆ มาชุมนุมกัน เป็นทหารถือดาบ 26,000 คน นอกเหนือจากชาวเมืองกิเบอาห์ ซึ่งมาชุมนุมกัน เป็นทหารที่คัดเลือกแล้ว 700 คน
16 ในจำนวนทั้งหมดนี้มีคนที่คัดเลือกแล้ว 700 คน ถนัดมือซ้ายและทุกคนสามารถเหวี่ยงก้อนหินให้ถูกเส้นผมได้ไม่พลาดเลย
17 คนอิสราเอลยกเว้นคนเบนยามินมาชุมนุมกัน เป็นทหารถือดาบ 400,000 คน ทุกคนเป็นนักรบ
18 คนอิสราเอลลุกขึ้นไปยังเมืองเบธเอล และทูลถามพระเจ้าว่า “ผู้ใดในพวกข้าพระองค์จะขึ้นไปรบกับคนเบนยามินก่อน?” พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ยูดาห์ก่อน”
19 รุ่งเช้าคนอิสราเอลก็ลุกขึ้นตั้งค่ายต่อสู้เมืองกิเบอาห์

20 คนอิสราเอลออกไปรบกับเบนยามิน และคนอิสราเอลได้จัดทัพรบกับพวกเขาที่เมืองกิเบอาห์

21 ในวันนั้นคนเบนยามินออกมาจากเมืองกิเบอาห์ ฆ่าฟันคนอิสราเอลล้มตาย 22,000 คน

22 22-23และคนอิสราเอลก็ขึ้นไปร้องไห้คร่ำครวญต่อพระยาห์เวห์จนถึงเวลาเย็น เขาทั้งหลายทูลถามพระยาห์เวห์ว่า “สมควรที่ข้าพระองค์จะเข้าประชิดรบกับคนเบนยามินพี่น้องของข้าพระองค์หรือไม่?” พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ขึ้นไปสู้เขาเถิด” แต่คนอิสราเอลยังหนุนใจกันและจัดทัพในที่ที่พวกเขาจัดทัพในวันแรก
23
24 คนอิสราเอลจึงยกเข้าประชิดคนเบนยามินในวันที่สอง

25 และในวันที่สองนั้นเบนยามินก็ยกออกจากกิเบอาห์ไปปะทะกับพวกเขา ฆ่าฟันคนอิสราเอลตายอีก 18,000 คน ซึ่งทุกคนเป็นทหารถือดาบ

26 แล้วบรรดาคนอิสราเอลคือกองทัพทั้งหมด ได้ขึ้นไปที่เบธเอลและร้องไห้คร่ำครวญ พวกเขานั่งเฝ้าพระยาห์เวห์ที่นั่น และในวันนั้นได้อดอาหารจนเวลาเย็น อีกทั้งได้ถวายเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและศานติบูชาแด่พระยาห์เวห์

27 คนอิสราเอลจึงทูลถามพระยาห์เวห์ (เพราะในสมัยนั้น หีบพันธสัญญาของพระเจ้าอยู่ที่นั่น

28 และฟีเนหัสบุตรเอเลอาซาร์ ผู้เป็นบุตรอาโรน ก็ปรนนิบัติอยู่หน้าหีบนั้นในสมัยนั้น) เขาทูลถามว่า “สมควรที่ข้าพระองค์จะยกไปสู้รบกับคนเบนยามินพี่น้องของข้าพระองค์อีกครั้งหนึ่ง หรือควรจะหยุดเสีย?” และพระยาห์เวห์ตรัสว่า “จงยกขึ้นไปเถิด เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะมอบพวกเขาไว้ในมือของเจ้า”
29 ดังนั้น อิสราเอลจึงซุ่มคนไว้รอบเมืองกิเบอาห์

30 และคนอิสราเอลก็ขึ้นไปสู้รบกับคนเบนยามินในวันที่สาม และจัดทัพต่อสู้เมืองกิเบอาห์อย่างคราวก่อน

31 คนเบนยามินก็ยกออกมาปะทะกับกองทัพ และถูกชักพาให้ห่างไปจากตัวเมือง พวกเขาก็เริ่มฆ่าฟันประชาชนบางคนอย่างคราวก่อน คือตามถนนหลวงซึ่งสายหนึ่งขึ้นไปเบธเอล อีกสายหนึ่งไปยังกิเบอาห์และที่กลางทุ่งแจ้ง คนอิสราเอลล้มตายประมาณ 30 คน

32 คนเบนยามินกล่าวว่า “เขาแพ้เราอย่างคราวแรก” แต่คนอิสราเอลพูดว่า “ให้เราถอยเพื่อชักพาพวกเขาออกจากเมืองไปยังถนนหลวง”

33 คนอิสราเอลทั้งหมดก็ลุกออกจากที่ของตนและตั้งแถวรบที่บาอัลทามาร์ ส่วนคนอิสราเอลที่คอยซุ่มอยู่ก็ออกจากที่ของตนคือจากที่โล่งของเมืองเกบา

34 มีทหาร 10,000 คนที่คัดเลือกแล้วจากอิสราเอลทั้งสิ้นรุกเข้าโจมตีเมืองกิเบอาห์ การสงครามกำลังดุเดือด แต่คนเบนยามินไม่รู้ว่าเหตุร้ายกำลังมาใกล้ตนแล้ว

35 พระยาห์เวห์ทรงให้คนเบนยามินพ่ายแพ้คนอิสราเอล ในวันนั้นคนอิสราเอลทำลายคนเบนยามินเสีย 25,100 คนซึ่งทุกคนเป็นทหารถือดาบ

36 ดังนั้นคนเบนยามินจึงเห็นว่า พวกเขาแพ้แล้ว
คนอิสราเอลทำเป็นล่าถอยต่อเบนยามิน เพราะวางใจคนที่พวกเขาให้ซุ่มอยู่รอบเมืองกิเบอาห์

37 คนที่ซุ่มอยู่ก็รีบรุกเข้าเมืองกิเบอาห์ คนที่ซุ่มอยู่นั้นก็กระจายออกไปประหารทุกคนในเมืองนั้นด้วยคมดาบ

38 คนอิสราเอลและคนที่ซุ่มอยู่นัดให้อาณัติสัญญาณกันว่า ถ้าเห็นควันกลุ่มใหญ่พลุ่งขึ้นมาจากในเมือง

39 ก็ให้คนอิสราเอลหันกลับมารบ เมื่อเบนยามินเริ่มฆ่าคนอิสราเอลได้สัก 30 คนแล้วก็พูดว่า “พวกเขาต้องแพ้เราอย่างคราวก่อนแน่เลย”
40 แต่เมื่อควันไฟลุกพลุ่งขึ้นมาจากในเมืองเป็นเสาควัน คนเบนยามินก็เหลียวหลังมาดู นี่แน่ะ ทั้งเมืองก็มีควันพลุ่งขึ้นถึงท้องฟ้า

41 คนอิสราเอลก็หันกลับ คนเบนยามินก็หวาดกลัว เพราะเห็นว่าเหตุร้ายมาใกล้พวกเขาแล้ว

42 พวกเขาจึงหันหลังหนีคนอิสราเอลเข้าไปทางถิ่นทุรกันดาร แต่สงครามติดตามพวกเขาไปอย่างหนัก คนที่ออกมาจากเมืองทั้งหลายก็ทำลายพวกเขาที่อยู่ตรงกลาง

43 คนอิสราเอลล้อมคนเบนยามิน และไล่ตามไป แล้วเหยียบย่ำพวกเขาจากโนฮาห์ ไปจนถึงที่ตรงข้ามเมืองกิเบอาห์ทางตะวันออก
44 คนเบนยามินล้มตาย 18,000 คน ทุกคนเป็นนักรบผู้กล้าหาญ
45 พวกที่เหลือก็หันกลับหนีไปยังถิ่นทุรกันดารถึงศิลาริมโมน คนอิสราเอลฆ่าเขาตายตามถนนหลวง 5,000 คน และติดตามอย่างกระชั้นชิดไปจนถึงกิโดม และฆ่าเขาตาย 2,000 คน
46 คนเบนยามินที่ล้มตายในวันนั้น ล้วนเป็นทหารถือดาบ 25,000 คน ทุกคนเป็นนักรบผู้กล้าหาญ
47 แต่มีทหาร 600 คนหันกลับหนีไปยังถิ่นทุรกันดารถึงศิลาริมโมน และไปอาศัยอยู่ที่ศิลาริมโมนสี่เดือน
48 คนอิสราเอลก็หันกลับไปสู้คนเบนยามินอีก และได้ฆ่าทั้งชาวเมืองฝูงสัตว์เลี้ยงและทุกอย่างที่พวกเขาพบด้วยคมดาบ ยิ่งกว่านั้นพวกเขาก็เอาไฟเผาเสียทุกเมืองที่พบ

3. การเก็บรักษาเผ่าเบนยามิน 21:
3.1 หญิงสาวในยาเบธ กิเลอาด 21:1-15
1 คนอิสราเอลได้ปฏิญาณไว้ที่มิสปาห์ว่า “ไม่มีใครในพวกเรา จะให้บุตรหญิงของตนแต่งงานกับคนเบนยามิน”

2 และประชาชนก็มาที่เบธเอล นั่งอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าจนเวลาเย็น เขาทั้งหลายก็ส่งเสียงร้องไห้อย่างขมขื่น

3 กล่าวว่า “โอ พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ทำไมเหตุการณ์อย่างนี้จึงเกิดขึ้นในอิสราเอล คือที่วันนี้เผ่าหนึ่งจะขาดหายไปจากอิสราเอล?”

4 เช้าวันต่อมาประชาชนก็ลุกขึ้นสร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งที่นั่นและถวายเครื่องบูชาเผาทั้งตัวกับเครื่องศานติบูชา

5 และคนอิสราเอลกล่าวว่า “คนใดในเผ่าอิสราเอลไม่ได้ขึ้นมาประชุมต่อพระยาห์เวห์?” เพราะเขาทั้งหลายได้ปฏิญาณไว้อย่างหนักแน่นเกี่ยวกับคนที่ไม่ได้มาเฝ้าพระยาห์เวห์ที่มิสปาห์ว่า “คนนั้นจะถูกประหารชีวิตแน่”

6 แต่คนอิสราเอลสงสารเบนยามินน้องของตน กล่าวว่า “วันนี้เผ่าหนึ่งถูกตัดออกจากอิสราเอลเสียแล้ว

7 เราจะทำอย่างไรเรื่องหาภรรยาให้คนที่ยังเหลืออยู่? เพราะเราได้ปฏิญาณในพระนามพระยาห์เวห์แล้ว ว่าเราจะไม่ยกบุตรหญิงของเราให้เป็นภรรยาของเขา”
8 เขาทั้งหลายถามขึ้นว่า “คนใดในเผ่าอิสราเอลที่ไม่ได้ขึ้นมาเฝ้าพระยาห์เวห์ที่มิสปาห์?” นี่แน่ะ ไม่มีคนจากยาเบชกิเลอาดมาประชุมที่ค่ายเลยสักคนเดียว

9 เพราะเมื่อเขานับประชาชนนั้น นี่แน่ะ ไม่มีชาวเมืองยาเบชกิเลอาดอยู่ที่นั่นเลย

10 ดังนั้นชุมนุมชนจึงส่งทหารผู้กล้าหาญ 12,000 คน แล้วบัญชาพวกเขาว่า “จงไปฆ่าชาวยาเบชกิเลอาดเสียด้วยคมดาบทั้งผู้หญิงและเด็ก

11 เจ้าทั้งหลายจงทำอย่างนี้คือ ผู้ชายทุกคนและผู้หญิงทุกคนที่ได้หลับนอนกับผู้ชายแล้ว จงทำลายพวกเขาถวายพระเจ้า”

12 ในหมู่ชาวยาเบชกิเลอาดนั้นพวกเขาพบหญิงพรหมจารี 400 คนผู้ยังไม่ได้ร่วมหลับนอนกับผู้ชายเลย จึงได้พาหญิงเหล่านั้นมายังค่ายที่ชิโลห์ซึ่งอยู่ในแผ่นดินคานาอัน
13 ชุมนุมชนทั้งหมดก็ส่งข่าวบอกคนเบนยามินซึ่งอยู่ที่ศิลาริมโมนว่า สงครามยุติแล้ว

14 คนเบนยามินก็กลับมาในคราวนั้น แล้วคนอิสราเอลก็มอบผู้หญิงที่พวกเขาไว้ชีวิตในหมู่ผู้หญิงแห่งยาเบชกิเลอาดแก่คนเบนยามิน แต่ก็ไม่พอแก่กัน

15 ประชาชนก็สงสารเบนยามิน เพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงทำให้เกิดช่องว่างในเผ่าอิสราเอล

3.2 หญิงสาวในการเต้นที่ชิโลห์ 21:16-25
16 พวกผู้ใหญ่ของชุมนุมชนนั้นจึงกล่าวว่า “เนื่องจากพวกผู้หญิงในเบนยามินถูกทำลายล้างจนสิ้น เราจะทำอย่างไรเรื่องหาภรรยาให้คนที่ยังเหลืออยู่?”

17 เขาทั้งหลายกล่าวว่า “ต้องมีมรดกให้แก่คนเบนยามินที่รอดตาย เพื่อว่าคนเผ่าหนึ่งจะไม่ถูกลบออกจากอิสราเอล
18 แต่เราจะยกบุตรหญิงของเราให้เป็นภรรยาเขาก็ไม่ได้” เพราะคนอิสราเอลได้ปฏิญาณไว้ว่า “ใครให้ผู้หญิงแก่เบนยามินเป็นภรรยาขอให้ถูกแช่งสาปเถิด”

19 ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “นี่แน่ะ ทุกปีมีเทศกาลเลี้ยงถวายพระยาห์เวห์ที่เมืองชิโลห์ ซึ่งอยู่เหนือเมืองเบธเอล ทางทิศตะวันออกของถนนหลวงที่ขึ้นจากเมืองเบธเอลถึงเมืองเชเคม และอยู่ใต้เลโบนาห์”

20 พวกเขาจึงสั่งคนเบนยามินว่า “จงไปซุ่มคอยอยู่ในสวนองุ่น

21 คอยเฝ้าดูอยู่ ถ้าบุตรหญิงชาวชิโลห์ออกมาเต้นรำในเทศกาลเลี้ยง จงออกมาจากสวนองุ่นฉุดเอาบุตรหญิงชาวชิโลห์ไปเป็นภรรยาของตน คนละคน แล้วให้กลับไปแผ่นดินเบนยามินเสีย

22 ถ้าบิดาหรือพี่น้องของหญิงเหล่านั้นมาร้องทุกข์ต่อเรา เราจะบอกพวกเขาว่า ‘โปรดยินยอมเพราะเห็นแก่เราเถิด ในเวลาสงคราม เราไม่ได้ให้ผู้หญิงพอแก่คนเบนยามินทุกคน ทั้งท่านทั้งหลายเองก็ไม่ได้ให้แก่พวกเขา มิฉะนั้นบัดนี้พวกท่านก็จะมีความผิด’ ”

23 คนเบนยามินก็ทำตาม ต่างก็ได้ภรรยาไปตามจำนวน คือได้หญิงเต้นรำที่ไปฉุดมา พวกเขาก็กลับไปอยู่ในที่ดินมรดกของตน แล้วสร้างเมืองขึ้นใหม่และอาศัยอยู่ในนั้น

24 เวลานั้นคนอิสราเอลก็กลับจากที่นั่นไปยังเผ่าและตระกูลของตน ต่างก็ยกกลับไปสู่ดินแดนมรดกของตน
25 ในสมัยนั้นไม่มีกษัตริย์ในอิสราเอล ต่างก็ทำตามที่ตนเองเห็นชอบ





Bibliography of Judges
Burney, C.F., Book of Judges.
Cohen, A., Joshua and Judges.
Keil, G.H., Joshua, Judges and Ruth.
Keil, E.F., & Delitzsch, F., Commentary on Old Testament.
Lange, J.P., The Commentary on Old Testament.
Myers, J.M., The Book of Judges (2 Vols).
Thatcher, G.W., Judges and Ruth.
Park, Y.S., Commentary on Judges.
Albright, W.F., Israelite Conquest of Canaan.
Blaikie, W.G., Expositor’s Bible.
Bright, J., Myers, J.M., Smith, L.P., Interpreter’s Bible.
Calvin, John, Commentary on the Old Testament.
Cook, G.A., Cambridge Bible.
Dods, Marcus, A., Exposition of the Bible.
Eissfeld, O., Die Quellen des Richterbuches.
Haller, M., Handbuch zum Alten Testament.
Hengstenberg, E.W., Commentary on Old Testament.
Keil, E.F., & Delitzsch, F., Commentary on Old Testament.
Lange, J.P., The Commentary on Old Testament.
Lias, J.J., Hervey, A.C., Morison, J., Pulpit Commentary.
Moore, G.F., International Critical Commentary.
Robinson, W.H., Ceontry Bible.
Rudolph, W., Kommentar zum Alten Testament.

2018-03-27 19:51:20


   

관리자로그인~~ 전체 264개 - 현재 1/18 쪽
264
Dr. Chana
2018-10-09
14
263
Dr. Chana
2018-10-08
14
262
Dr. Chana
2018-09-30
17
261
Dr. Chana
2018-09-25
11
260
Dr. Chana
2018-09-15
20
259
Dr. Chana
2018-08-29
26
258
Dr. Isarakul
2018-08-27
66
257
Dr. Chana
2018-08-25
23
256
Dr. Chana
2018-08-25
12
255
Dr. Chana
2018-08-25
15
254
Dr. Chana
2018-08-01
19
253
Dr. Chana
2018-07-21
26
252
Dr. Chana
2018-07-21
40
251
Dr. Montri
2018-07-08
79
250
정승회
2018-06-27
21

[맨처음] .. [이전] 1 [2] [3] [4] [5] [6] [7] [다음] .. [마지막]